งของกำแพงพระราชวัง มีต้นสาลี่ตั้งตระหง่านอยู่เดี่ยวๆ และดอกสาลี่กำลังร่วงหล่นราวกับหิมะที่โดดเดี่ยว
เขานึกถึงบทกวี
ลานกว้างแสนเงียบเหงา ฤดูใบไม้ผลิกำลังผ่านพ้น ดอกสาลี่ร่วงโรยเต็มพื้นดิน ไร้อารมณ์ชื่นชม ไร้คนมาถามไถ่
ถึงแม้บุคคลในวังที่ในกวีกล่าวถึงกับสถานการณ์ของเผยกุ้ยเฟยจะไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมาคิดดูแล้วกลับกลายเป็นความพอดีที่อธิบายไม่ได้ ใจของเขาอ่อนยวบลง
“มีวัดเป่าหลิงในตงหนิงว่ากันว่าเป็นวัดเก่าแก่จากราชวงศ์ก่อนตั้งอยู่บนเขาซิ่วเฟิง เป็นภาพที่งดงามมากแล้วยังมีหินนางฟ้าบนเขา…”
เผยกุ้ยเฟยได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มเมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้จึงสั่งนางข้าหลวง “เจ้านำภาพนี้ออกไปแล้วนำกระดาษแผ่นใหม่มาให้ข้า” นางข้าหลวงรับคำแล้วรีบนำกระดาษแผ่นใหม่มาเปลี่ยน
เผยกุ้ยเฟยจับพู่กัน “เจ้าพูดต่อเลย น้าจะลองวาดดู”
หยางชูถอนหายใจในใจ เขาโบกมือให้นางข้าหลวงถอยออกไปแล้วพูดต่อว่า “ตอนที่หลานไปนั้นเป็นเดือนสี่ หญ้าบนภูเขาไม่ได้เขียวชอุ่ม น่าจะเขียวประมาณนี้…”
ตอนที่ฮ่องเต้มาถึงพวกเขาสองคนฟังไปพูดไปจนภาพวาดดำเนินมาได้ครึ่งทางแล้ว “เจิ้นรู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าสองคนต้องอยู่ที่นี่” ฮ่องเต้หัวเราะ เขาพูดกับหยางชูว่า
“ท่านน้าของเจ้าวาดภาพทีไรก็จะจดจ่อจนลืมทานลืมนอนเจ้าก็อย่าไปชวนนางล่ะ”
หยางชูลุกขึ้นทำความเคารพ “ฝ่าบาท”
“ไม่ต้องหรอก” เขายังไม่ทันคารวะก็ถูกฮ่องเต้ห้ามไว้และหันไปพูดกับเผยกุ้ยเฟย “ฟ้าเริ่มมืดแล้วเจ้าย