ลยใช่หรือไม่”
ชุยชุ่นได้ยินเช่นนั้นก็ไม่รู้สึกตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขายิ้มและตอบกลับไปว่า “จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรกันพะย่ะค่ะ เหนียงเหนียงต้องนึกถึงฝ่าบาทก่อนอยู่แล้วพะย่ะค่ะ”
หยางชูตอบกลับเสียงราบเรียบไปว่า “ฝากขอบพระทัยเหนียงเหนียงแทนข้าด้วย วันนี้ข้ายุ่งมากจึงไม่มีเวลาไว้ว่างเมื่อไรข้าจะไปเข้าเฝ้าคารวะ”
ชุยชุ่นตอบรับแล้วรอพวกเขาทานเสร็จ จากนั้นจึงเก็บถ้วยชามและถอนตัวออกมา ฮ่องเต้โบกมือสั่งให้คนอื่นออกไป
เมื่อท้องพระโรงเหลือเพียงสองคน ฮ่องเต้จึงบอกกับหยางชูว่า “เจ้าว่าเจิ้นทำได้ไม่ดีหรือ ยังใจกว้างกับพวกเขาไม่พองั้นหรือ เหตุใดคนหนึ่งเป็นเช่นนั้น อีกคนก็เป็นเช่นนั้นตามไปอีก เจิ้นไม่ได้อยากโดดเดี่ยวเดียวดายที่ตัดขาดวงศาคณาญาติทั้งหกหรอกนะ!”
หยางชูมองดูความโศกเศร้าของฮ่องเต้และพูดเบาๆ “ไม่ใช่เพราะฝ่าบาททำได้ไม่ดี ไม่ใช่เพราะไม่ใจกว้างมากพอหรอกพะย่ะค่ะ แต่จิตใจของผู้คนนั้นไม่อาจคาดเดาและเปลี่ยนแปลงง่าย ไม่ว่าฝ่าบาทจะดีกับพวกเขาแค่ไหน แต่พวกเขามีหนามทิ่มแทงอยู่ในจิตใจ ไม่มีวันเชื่อใครอยู่แล้วพะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ยิ้มอย่างขมขื่น “หลิ่วหยางตายแล้ว ฉีตงมาตายอีกคน ชื่อเสียงของเจิ้นในฐานะที่ฆ่าล้างเครือญาติคงไม่มีวันลบได้ พี่น้องสี่คน สามคนไร้ทายาทสืบสกุลจะเขียนลงในประวัติศาสตร์อย่างไรดี”
หยางชูเงียบไม่พูดอะไร
ฮ่องเต้เองก็ไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขา ผ่านไปสักพักจึงพูดต่อว่า “ในเมื่อเขามีจิตใจเช