ยจึงเดินไปที่แท่นบูชาอย่างสบายๆ นางมองกลวิธีการจัดวางแล้วก็หัวเราะเบาๆ “ที่แท้ก็เป็นคนที่หนานเหยียนส่งมา” นางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งจากนั้นก็จัดการเปลี่ยนแท่นบูชาเล็กน้อยแล้วท้องฟ้าก็สว่างขึ้นทันที
อาหว่านจัดการฆ่าชายชุดดำคนสุดท้ายเสร็จก็ถามนางเสียงหอบ “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“เรียบร้อยแล้ว” หมิงเวยหันไปมองนางแล้วเลิกคิ้ว “มือของเจ้า…”
อาหว่านก้มลงมองหยิบผ้าออกมาให้นางช่วยพันแผลให้แล้วตอบ “คนพวกนี้วรยุทธ์ไม่ได้อ่อนแอ…”
พูดจบนางก็ยกกริชขึ้น “ผู้ใดกัน!” ในสายหมอกมีสตรีนางหนึ่งเดินออกมาอย่างช้าๆ ดูจากวัยแล้วน่าจะอายุประมาณสามสิบต้นๆ นางสวมชุดนักพรตของลัทธิเต๋าตัวใหญ่ มือถือแส้ขนหางจามรี สีหน้าท่าทางดูใจดีมีเมตตา
“เมตตา กรุณา” นางก้าวเดินอย่างมั่นคงจนไปหยุดอยู่ตรงหน้าของทั้งสองแล้วโค้งคำนับมองหมิงเวยด้วยรอยยิ้ม “สหายตัวน้อยช่างเก่งกาจยิ่งนัก สามารถหาสถานที่กางข่ายพลังได้ในเวลาอันสั้น”
นับตั้งแต่ที่ได้เห็นแท่นบูชาหมิงเวยก็รู้สึกไม่ค่อยดีนักยิ่งเมื่อเห็นนักพรตหญิงผู้นี้แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งเลวร้ายทั้งหมดได้ถูกรวบรวมเข้าด้วยกันแล้ว นางมองไปที่แท่นบูชาเบื้องหน้าแล้วหันไปมองนักพรตหญิงอีกครั้ง จากนั้นก็ถามออกไป
“ท่านเทพจงใจให้ข้ามาที่นี่งั้นหรือ” นักพรตหญิงพยักหน้า
หมิงเวยพูดเสียงขรึม “นี่เป็นกลวิธีของหนานเหยียน เท่าที่ข้ารู้พวกเขาไม่มีลูกศิษย์หญิงไม่ทราบว่าท่านเทพเป็นผู้ใดกัน”
นักพรตหญิงยิ้ม