ิงเวยกะพริบตา “ดูเหมือนว่าของสิ่งนี้จะสำคัญมากถึงได้ไม่ยอมเอาออกมา”
ซูรื่อฉู่ยิ้ม “มันเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนของพวกเรา!”
หมิงเวยเก็บสัญลักษณ์กุ่ยจินหยาง “พวกท่านไม่ให้ก็ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นพวกเราคงเลือกได้เพียงทางเดียว เฮ้อ พวกเราไม่อยากต่อสู้ให้มีคนตายมากมายเลย!”
หยางชูไม่แม้แต่จะยกเปลือกตาขึ้น “ยังไงความตายก็ไม่มาถึงตัวท่านอยู่แล้ว” แล้วเขาก็ถามเจี่ยงเหวินเฟิงด้วยความตื่นเต้น “ในเมื่อพวกเขาเลือกทางนี้ ข้าสามารถลงมือได้เลยใช่หรือไม่” ท่าทางของเขาเหมือนทนรอไม่ไหว
เจี่ยงเหวินเฟิงถอนหายใจเขายกมือขึ้น “ข้าทำดีที่สุดแล้ว” หยางชูวางจอกเหล้าลงแล้วเอื้อมมือไปหยิบร่มหนังฉลาม…
“เดี๋ยวก่อน!” ซูรื่อฉู่ตะโกนขึ้น สีหน้าของเจี่ยงเหวินเฟิงยังคงไม่เปลี่ยน
“ทำไมหรือท่านมีอะไรอยากจะพูดอีก”
ซูรื่อฉู่กัดฟัน “พวกท่านรักษาคำพูดจริงๆ หรือไม่”
“แน่นอน!” เขายังไม่เชื่อ “พวกท่านคลายเขตผนึกก่อนแล้วข้าจะเชื่อ”
หมิงเวยส่ายหน้า “ทำเช่นนั้นไม่ได้ ตอนนี้อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือของพวกเรา ทำไมเราต้องฟังท่านด้วย”
ซูรื่อฉู่มองนางแล้วมองเจี่ยงเหวินเฟิงที่มีท่าทีสงบนิ่ง หยางชูที่มีรอยยิ้มกระหายเลือด
“เอาเถอะ…”
“เจ้าหนูตาย!” หญิงสาวที่เป็นสหายของเขาตะโกนขึ้น
“สัญลักษณ์ชิ้นเดียวแลกกับชีวิตมันก็คุ้มค่าแล้ว” ซูรื่อฉู่ตัดสินใจแล้วเขาดูผ่อนคลายมากขึ้น เขาเอื้อมมือไปหยิบแผ่นป้ายเหล็กสีดำออกมาวางไว้ที่ขอบหน้าต่างและมองไปที่เ