ท่านสามนึกถึงคำพูดนี้ “คุณชายหยางคิดให้ข้ามีชื่อไว้ในประวัติศาสตร์เช่นนี้หรือ”
“ท่านคิดมากไปแล้ว” หยางชูพูด “เจียงคุนสามารถทิ้งตัวอักษรไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ได้เป็นร้อยตัวจะเหลือที่ให้ท่านได้อย่างไร”
“….”
“นี่!” หมิงเวยเหลือบมองเขา “ผู้อื่นเอาชีวิตมาบีบบังคับพวกเรา ท่านช่วยไว้หน้าหน่อยจะได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ได้ๆๆ!” หยางชูเชื่อฟัง “ข้าผิดเอง ท่านอยากเขียนอะไรก็เขียนเลย” น้ำเสียงกล่อมลูกฟังดูเหมือนทำแบบขอไปที
นายท่านสามส่ายหน้า “พอแล้ว ข้าไม่ได้อยากสู้กับพวกท่าน มันไม่มีความหมายอะไรเลยจนถึงตอนนี้”
“ในเมื่อท่านรู้สึกว่าไม่มีความหมายแล้วทำไมยังต้องดิ้นรนด้วยล่ะ” หยางชูถาม
นายท่านสามยิ้ม “ความอยากมีชีวิตเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต ไก่เป็ดเวลาจะตายยังดิ้นรนแล้วนับประสาอะไรกับคนเล่า”
“ที่ท่านพูดมาก็มีเหตุผล” หมิงเวยตอบอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ในตอนนั้นเองดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตามด้วยครั้งที่สองและครั้งที่สาม
นายท่านสามเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเสียงดัง “หนูน้อยไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยหรือ ข้าอยู่ที่นี่พูดออกมามากมายขนาดนี้ ท่านไม่คิดว่าข้าถ่วงเวลาบ้างเลยหรือ พวกเขาฝังอาวุธชั่วร้ายเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ถึงตาข้า!”
สิ้นเสียงเขาก็วาดกริชในมือโดยไม่ลังเล
“นายท่านสาม!” หยางชูสะบัดนิ้วแล้วอาวุธดาวกระจายก็พุ่งออกมาปะทะกับกริช
กริชเพิ่งกรีดผิวหนังและมีเลือดเปื้อนอยู่เล็กน้อย นายท่านสามคลายฝ่ามือ