เหยียบข้า”
หยางชูหัวเราะ “เอาล่ะ คำพูดนี้ท่านเก็บไว้บอกกับใต้เท้าเจี่ยงเถอะ! ข้าถนัดลงมือไม่ถนัดพูด การตีฝีปากกับท่านไม่ใช่สิ่งที่ข้าถนัด พวกท่านเป็นปัญญาชน คุยกันเองคงสนุกกว่า จับกุมเขาไว้!”
“ขอรับ!”
องครักษ์สองนายก้าวไปข้างหน้าเพื่อจับกุมนายท่านสาม
หมิงเวยเห็นการเคลื่อนไหวเล็กน้อยใต้เท้าของเขา ลางสังหรณ์ไม่ดีเกิดขึ้นในใจ นางตะโกนออกไป “ระวัง!”
แต่ก็สายไปแล้ว ทันใดนั้นแผ่นกระดานที่นายท่านสามเหยียบอยู่ก็จมลงโดยที่เขาก็ตกลงไปด้วย
ในขณะเดียวกันผนังด้านซ้ายเกิดรอยร้าวและมีแสงลอดออกมา
หยางชูรีบคว้าร่มหนังปลาฉลามไว้ในมือ เขาเขย่ามือแล้วกางร่มออกจึงกั้นลูกศรลับที่ยิงมาเอาไว้ได้
ทั้งสองคนปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน แต่องครักษ์ทั้งสี่นายไม่ได้โชคดีถึงเพียงนั้น มีสองคนถูกแทงบาดเจ็บ คนหนึ่งแค่แผลถลอก ส่วนอีกคนยืนอยู่ในที่ที่ลาดชันจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ
หยางชูเก็บร่มแล้วกัดฟัน “นายท่านสามผู้นี้เจ้าเล่ห์เสียจริง! ที่แท้ยังมีไม้ตายอยู่อีก”
หมิงเวยย่อตัวลงและแตะแผ่นกระดานสำหรับเหยียบที่เพิ่งตกลงไปอย่างครุ่นคิด
“เป็นอย่างไรบ้าง เปิดได้หรือไม่”
หมิงเวยส่ายหน้า “เปิดไม่ได้เจ้าค่ะ นี่เป็นกลไกครั้งเดียว หากใช้งานอีกครั้งมันจะเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์”
หยางชูทุบกำแพงอย่างเจ็บใจ “ไม่คิดว่านายท่านสามจะเชี่ยวชาญด้านกลไก ครั้งนี้ปล่อยให้เขาหนีไปได้ไม่รู้ว่าเขาจะทำเรื่องอะไรอีก”
“อย่าใจร้อนไปเลยเจ้าค่ะ” หมิงเวยดูใจเย็นม