้ทำให้ได้ยินเสียงดังกล่าวชัดเป็นพิเศษ ทุกคนหันไปตามเสียงแล้วก็พบว่าเป็นคุณชายหยาง
เขายกพัดปิดใบหน้าของตน “ขอประทานอภัยในห้องเซ่นไหว้ผู้ตาย ข้าไม่สมควรดูหมิ่นผู้ตาย” ถึงแม้จะหยุดหัวเราะแล้ว แต่ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ได้ว่าใบหน้าหลังพัดมีสีหน้าเช่นไร
ดังนั้นทุกคนจึงหัวเราะขึ้นมาเพียงเพราะกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
จิตใจของนายท่านสองจมดิ่ง เรื่องตลกนี้เกรงว่าจะเป็นที่แพร่กระจายไปทั่วตงหนิงอีกหลายสิบปี หากนำไปเขียนบันทึกในเมือง ไม่แน่ว่าอาจสืบทอดต่อกันไปชั่วนิรันดร์…
ไม่ต้องพูดถึงเลยว่านายท่านสองจะสิ้นหวังเพียงใด เจี่ยงเหวินเฟิงได้ยินหมิงเวยกล่าวเช่นนั้นก็รู้สึกประหลาดใจเช่นเดียวกัน
ตอนแรกเขาคิดว่าแม่นางท่านนี้คงต่อสู้จนร่างกายแหลกเหลวเพื่อนำตัวคนที่ทำร้ายมารดามาฉีกหนังเป็นชิ้นๆ แต่ท้ายที่สุดเรื่องที่นางต้องการร้องเรียนกลับเป็นเรื่องอื่น
เขาชะงักก่อนจะยิ้มอย่างรู้ทัน
หากเป็นวิธีนี้ยอดเยี่ยมกว่าการป่าวประกาศตรงๆ เป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่หาเหตุผลที่ทำให้เขาสามารถยื่นมือเข้ามาแทรกแซงได้เท่านั้น อีกทั้งยังไม่เป็นการทำลายชื่อเสียงของมารดาอีกด้วย
การปล่อยให้นายท่านสองเปิดเผยความอัปลักษณ์ของครอบครัวตนเองเป็นผลประโยชน์ที่ไม่คาดคิด นายท่านหมิงเซียงเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง ไม่คิดเลยว่าลูกหลานกลับ…ช่างน่าเสียดาย
แต่นางก็เป็นลูกหลานของนายท่านหมิงเซียง ความเฉลียวฉลาดนี้ไม่ถือว่าเป็นการลดทอนชื่อเสียงของบรรพบุรุษ
“ค