ายหน้าแต่ไม่พูดอันใด ฉีตงจวิ้นอ๋องช่วยตระกูลหมิง ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร เจ้าหน้าที่ยศใหญ่เล็กทั้งหลายในตงหนิง ครอบครัวตระกูลขุนนาง ส่วนใหญ่ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับฉีตงจวิ้นอ๋องกันทั้งนั้น เพียงแต่ภายนอกเขาทำเป็นดี ไม่เผยเจตนาจริงก็เท่านั้น
หยางชูนึกถึงเรื่องต่างๆ ที่เขาตรวจพบที่หวงเฉิงซือจึงสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ เจี่ยงเหวินเฟิงไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี เพียงแต่มองไปที่หมิงเวย
“แม่นางหมิง คำพูดของท่านอ๋อง แม่นางคงได้ยินแล้วต่อหน้าดวงวิญญาณของผู้เป็นมารดา แม่นางยังต้องการฟ้องอยู่หรือไม่”
หมิงเวยยืดตัวขึ้นและพูดอย่างใจเย็นว่า “เมื่อตอนที่ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านสอนข้าน้อยให้ทำเพื่อผู้อื่น ฟังความต้องการของใจ ที่เหลือคือการแสดงตัวเพื่อช่วยเหลือ วันนี้ข้าน้อยไม่มีอันใดนอกเสียจากขอความเป็นธรรม และความเห็นใจให้กับท่านแม่เจ้าค่ะ”
เจี่ยงเหวินเฟิงพยักหน้าแล้วหันไปถามนายท่านสอง “นายท่านหมิง ท่านเป็นเจ้าเรือน และเป็นผู้ปกครองของคุณหนูเจ็ด ท่านว่าอย่างไร”
นายท่านสองส่งเสียงฮึแล้วพูดด้วยอารมณ์โกรธ “เด็กคนนี้มีความคิดที่ยิ่งใหญ่ ข้าน้อยจะพูดอันใดได้เล่าขอรับ ข้าน้อยไม่ใช่บิดาของนาง หากวันนี้ขัดขวางนาง เกรงว่าจะเป็นการทำลายชื่อเสียงของบรรดาพี่น้องอย่างรุนแรง! แต่เนื่องจากนางเผยแพร่เรื่องไม่ดีของครอบครัวออกไป ข้าน้อยในฐานะลุงจึงต้องฝืนใจทำเท่านั้น!”
นายท่านสองพูดเช่นนี้ ดวงตาเผยเป็นประกายแวบหนึ่ง