งนางใช้เงินของตนเอง นางจึงตะโกนลั่นบอกว่าจะไปฟ้องศาล นางไม่คิดเลยหรือว่าเลี้ยงดูนางก็จำเป็นต้องใช้เงินเช่นกัน เป็นแค่สตรีผู้หนึ่งไม่มีคุณสมบัติที่จะแบ่งทรัพย์สินของครอบครัวอยู่แล้ว”
“ใช่! พอบิดามารดาจากไป สมบัติของครอบครัวจะถูกแจกจ่ายให้กับคนในตระกูลอยู่แล้ว”
“จะพูดเช่นนั้นก็ถูก! ท่านลุงเลี้ยงดูนางรับผิดชอบนางอย่างเต็มที่ เมื่อถึงวัยออกเรือนก็ส่งนางออกเรือนก็เป็นเรื่องที่ถูกแล้ว นอกจากนี้เรื่องครอบครัวของนางท่านลุงก็เป็นผู้ดูแล เหตุใดถึงกล้าฟ้องศาลกัน เช่นนี้เขาเรียกว่าเนรคุณ”
“ข้าก็ว่าเช่นนั้น”
หมิงเวยเงยหน้าขึ้น “ชิวหยู่”
“บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ”
“เจ้าไปบอกท่านป้าสองว่ามีผู้ที่ส่งเสียงดังในห้องเซ่นไหว้ผู้ตาย รบกวนวิญญาณของท่านแม่บนสวรรค์”
“เอ่อ…” ชิวหยู่ลังเล
“ทำไมรึ” หมิงเวยเชิดหน้าขึ้นเม้มริมฝีปากแน่น “ทันทีที่ท่านแม่ของข้าจากไป แม้แต่คนรับใช้สองคนข้าก็จัดการไม่ได้อย่างนั้นหรือ”
ชิวหยู่รีบตอบกลับ “คุณหนูเจ็ดโปรดรอสักครู่ บ่าวจะรีบไปแจ้งฮูหยินสองให้ลงโทษพวกนางเจ้าค่ะ!” พูดจบนางก็รีบเดินออกไป
หมิงเวยยิ้มเย็นนางไม่โง่ขนาดไม่รู้ว่าคำพูดเมื่อครู่นี้ตั้งใจให้นางได้ยิน แต่แล้วอย่างไรล่ะ…
ในตระกูลหมิงมีบรรดาท่านลุงท่านอามากมาย พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องสนใจเด็กกำพร้าที่สูญเสียมารดาไปเช่นนาง ถึงได้คิดใช้วิธีต่ำๆ เช่นนี้ข่มขู่นางให้สงบปากสงบคำสินะ
ขณะที่กำลังคิดก็มีเสียงฝีเท้าที่วุ่นวายจากด้านนอ