ยุย่างเข้าสี่สิบ ดูเหมือนความสูงของเขาจะได้รับมาจากทางตระกูลเจียง
ท่าทางดังกล่าวไม่ต้องดูรูปลักษณ์ภายนอก เขาก็ดูสง่างามมาก เมื่อเขาเดินเข้ามาก็เห็นหมิงเวยในชุดไว้ทุกข์เงยหน้าขึ้นมอง สายตาสบประสานกัน เขาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
ผ่านไปสองลมหายใจสติของเขาถึงกลับมา และพูดด้วยรอยยิ้มจางๆ “แม่นางผู้นี้คงเป็นเสี่ยวชีสินะ ตอนที่เปิ่นหวางพบกับฮูหยินสามเป็นครั้งแรก เหมือนดั่งเช่นพบเจ้าในวันนี้ ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปทำให้อดทอดถอนใจไม่ได้”
ทุกคนต่างเข้าใจในทันทีจึงพยักหน้า หญิงสาวตระกูลหมิงถึงจะมีหน้าตางดงาม แต่ท่านอ๋องเป็นผู้ใดกันเล่าเหตุใดถึงได้ยั้งสติไม่อยู่เช่นนี้กัน
หมิงเวยนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้นโค้งกายคารวะฉีตงจวิ้นอ๋อง แต่ไม่เปิดปากพูดอันใดสักคำ
นายท่านสองรีบบอกไปว่า “ท่านอ๋องโปรดยกโทษให้ด้วย เด็กคนนี้แตกต่างจากผู้อื่นเล็กน้อยตั้งแต่ยังเล็กแล้ว…”
ฉีตงจวิ้นอ๋องโบกมือ “เสี่ยวชีไม่ได้เสียมารยาทเสียหน่อยเหตุใดจึงต้องขอโทษด้วยเล่า”
ทุกคนจึงชื่นชมในความใจกว้างของท่านอ๋อง หมิงเวยฟังอย่างไม่แยแส นางหลบตาเล็กน้อย ไม่มองผู้ใด แม้แต่ใต้เท้าเจี่ยงก็ยังไม่ขอให้นางเงยหน้าขึ้นราวกับว่าเรื่องที่นางขอร้องอาหว่านไปก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่น้อย
อาหว่านแต่งกายเป็นเด็กรับใช้ชายติดตามข้างกายหยางชู นางอาศัยประโยชน์ที่มีคนมากมาย พูดเบาๆ กับหยางชู “นางไม่ควรเปลี่ยนความตั้งใจมิใช่หรือ แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้วน