างจะได้ไม่ตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนในภายหลัง”
นางมาคิดอีกทีก็ตอบว่า “แต่ก็ไม่ดี หากเป็นเช่นนี้คุณชายก็จะเดือดร้อน”
หยางชูหุบยิ้ม “เจ้าควรคิดตัดสินใจให้ดีก่อนแล้วค่อยพูด อย่าพูดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเช่นนี้” จริงๆ แล้วเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าตกลงหมิงเวยจะทำหรือไม่ทำกันแน่
เจี่ยงเหวินเฟิงคิดว่านางต้องการร้องทุกข์ให้มารดา แต่หยางชูรู้ว่านางกับฮูหยินสามไม่ใช่มารดากับบุตรสาวที่แท้จริง ความสัมพันธ์แม่ลูกเพียงแค่เดือนกว่า มันคุ้มค่ากับการที่นางต้องทำเรื่องใหญ่เช่นนี้เลยหรือ
แต่เสวียนชื่อมีความสามารถมากกว่าคนทั่วไปอยู่มาก แต่ถึงอย่างไรก็ยังอยู่ในโลกโลกีย์ หากนางทำเช่นนี้คงมีภัยเงียบตามมาไม่น้อยในภายภาคหน้า
จากนั้นก็มีการจุดธูป จวิ้นอ๋องเป็นผู้เริ่ม จากนั้นคนอื่นก็วนกันมาทีละคน
หมิงเวยมองอย่างเฉยเมยแล้วกล่าวขอบคุณพวกเขาทีละคน
นายท่านสองมองมาที่นางอยู่ตลอด เมื่อทุกคนจุดธูปเสร็จ และเห็นว่านางไม่เคลื่อนไหวอันใด เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจแต่อย่างใด อย่างน้อยสตรีก็คือสตรี ถึงกลัวแต่ก็ซื่อสัตย์
“ท่านอ๋อง เชิญขอรับ” ขณะที่เขากำลังจะพาทุกคนออกไปหมิงเวยก็เงยหน้าขึ้น
“รอก่อนเจ้าค่ะ!”
เสียงของหญิงสาวที่คมชัดทว่าแหบเล็กน้อยดังก้องไปทั่วทั้งห้องเซ่นไหว้ผู้ตาย นางมองไปที่เจี่ยงเหวินเฟิงแล้วพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ใต้เท้าเจี่ยง โปรดรอก่อนเจ้าค่ะ”
มาแล้ว…หยางชูถอนหายใจในใจ บอก