เฝ้าศพต้องใช้เวลาสามวัน น้องไปพักเถอะ”
หมิงเวยคิดแล้วถามกลับไป “พี่สี่ทานข้าวหรือยังเจ้าคะ”
หมิงเฉิงรู้สึกโล่งใจแล้วตอบไป “ยังเลย เราไปทานพร้อมกันดีหรือไม่”
หมิงเวยพยักหน้า แล้วสองพี่น้องก็เดินไปยังห้องเล็กที่อยู่ข้างๆ ด้วยกัน
หมิงเฉิงเรียกคนให้ไปนำอาหารมาแล้วสั่งชิวหยู่ “รีบนวดขาให้คุณหนูเจ็ดเร็วเข้า”
ชิวหยู่รับคำแล้วคุกเข่าลงนวดให้หมิงเวยเบาๆ อาหารเย็นถูกยกมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังคงเป็นข้าวต้มกับเครื่องเคียง
หมิงเฉิงคีบผักให้นางพลางพูดว่า “น้องอย่าเศร้าไปเลย ดูแลตนเองให้ดีๆ ไม่เช่นนั้นท่านป้าสามมองมาจะไม่สบายใจเอาได้”
“ขอบคุณพี่สี่เจ้าค่ะ” แล้วสองพี่น้องก็ทานมื้อเย็นกันอย่างเงียบๆ
หมิงเฉิงมองนางทานไปสองชามถึงจะหยุด เขาก็โล่งใจ “ดีแล้วๆ เฝ้าศพจำเป็นต้องใช้พลัง! ช่วงเย็นน้องอย่าคุกเข่านานๆ เช่นนั้นอีกนะ พี่จะให้อาเซียงมาอยู่เป็นเพื่อนน้อง ธรรมเนียมการแสดงความกตัญญูไม่จำเป็นต้องเข้มงวดมากเพียงนั้น ความกตัญญูขึ้นอยู่กับความจริงใจ การดูแลตัวเองก็สามารถทำให้ผู้ที่เรารักที่มองจากสวรรค์สบายใจได้เช่นกัน”
หมิงเวยตอบรับ “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” หลังจากที่นางพักผ่อนเพียงพอแล้ว หมิงเฉิงก็ปล่อยให้นางกลับไปเฝ้าศพ
หมิงเวยคุกเข่าอยู่สักพัก จากนั้นงูขาวตัวน้อยก็แอบเข้ามาจากด้านนอก
“นายท่าน พี่สี่ของท่านไปที่สวนอวี๋ฟาง” แววตาของหมิงเวยขยับ นางหันไปพูดว่า “ชิวหยู่ เจ้าไปที่ครัวแล้วต้มชาสมุนไพรมาให้ข้าหน่อ