ย ข้าอยากดื่มอะไรที่ช่วยให้สดชื่นขึ้น”
ชิวหยู่รับคำ พอนางเดินออกไปหมิงเวยจึงถามเสียงเบา “เขาไปที่สวนอวี๋ฟางด้วยเหตุใดกัน”
“ข้าน้อยเห็นเขาเดินวนไปวนมาไม่รู้ว่าหาอันใดอยู่เจ้าค่ะ แต่สุดท้ายเขาก็มองต้นหลิวชั่วร้ายต้นนั้นอยู่นาน”
หมิงเวยเลิกคิ้ว “แต่ดูเหมือนจะหาไม่พบ เขาเดินวนอยู่สักพักก็กลับไปเจ้าค่ะ” งูขาวเอ่ยต่อ “เขาดูเศร้ามาก! อีกนิดก็จะร้องไห้แล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้หมิงเซียงก็เข้ามา “พี่เจ็ด…”
หมิงเวยพยักหน้าให้นาง “เฝ้าศพไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก เจ้าไปทำอย่างอื่นฆ่าเวลาเถอะ”
“ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ” หมิงเซียงเห็นว่าน้ำเสียงของนางเป็นปกติดีก็โล่งใจ “ข้า…ข้าจะคุกเข่าเป็นเพื่อนท่านเอง”
หมิงเวยตอบ “ทำเช่นนี้มันเหนื่อยมากนะ”
“พี่เจ็ดวางใจเถอะเจ้าค่ะ! ข้าคุกเข่าจนชินแล้ว!” หมิงเซียงตบอกตนเอง “นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
แล้วนางก็แอบเอาแผ่นสำลีออกมาสองอันกระซิบบอกว่า “เมื่อก่อนข้าก็ทำเช่นนี้ ท่านพ่อทำโทษข้าข้าก็แอบใส่เอาไว้มันมีประโยชน์มากเจ้าค่ะ”
หมิงเวยรู้สึกอบอุ่นในใจ “ขอบใจเจ้ามากนะ”
…………
ในเวลาเดียวกันนายท่านสองก็ได้รับข่าวหนึ่งมา
“เจี่ยงเหวินเฟิงแจ้งว่าจะมาหาในวันรุ่งขึ้นเพื่อมาร่วมไว้อาลัยจึงส่งคนมาแจ้ง” เขาพูดกับผู้ที่อยู่หลังโต๊ะหนังสือ
ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาซ่อนอยู่ในเงามืด “เจี่ยงเหวินเฟิงงั้นหรือ เขาไม่ได้มาตงหนิงเพื่อจัดการกับคดีหรอกรึ ยกเว้นวันแรกที่