จ้าทุกคนต่างไม่นึกถึงบิดามารดา ไม่เคารพฝ่าบาทเช่นนี้!”
นายท่านสองพูด “ผู้ใดคือฝ่าบาทกัน เขาทำตัวเป็นศัตรูไร้น้ำใจ ยังถือว่าเป็นฮ่องเต้ที่มีคุณธรรมอยู่อีกหรือ”
“เจ้าหุบปาก!” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดเสียงเข้ม “เจ้าพูดจาใหญ่โตเช่นนี้ ไม่กลัวผู้อื่นได้ยินเข้าหรืออย่างไร”
นายท่านสองปิดปากสนิทแล้วก้มหน้าลง ฮูหยินผู้เฒ่ายิ่งรู้สึกผิดหวังที่เห็นเขาเป็นเช่นนี้ “ยิ่งไปกว่านั้น เหตุใดพวกเจ้าต้องไปบังคับสะใภ้สามด้วย พวกเจ้ามองข้ามเรื่องความสัมพันธ์ไปได้อย่างไร ตระกูลเราไม่มีปัญญาหาซื้อหญิงงามเพียงนั้นเลยหรือ”
“เรื่องนี้เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ขอรับ” นายท่านสองอธิบายเสียงเบา “น้องหกดื่มหนักแล้วทำเรื่องนั้นลงไปแล้วบังเอิญว่าทางฝั่งจวิ้นอ๋อง…”
“พอแล้วๆ เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าขัดจังหวะเขา “เรื่องพวกนี้อย่ามาเล่าให้แสลงหูข้า!”
“…ขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าพูด “หากข่าวการตายของสะใภ้สามไปถึงเมืองหลวง ตระกูลจี้จะต้องมาที่นี่อย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นพวกเจ้าปล่อยให้เสี่ยวชีตามท่านลุงของนางกลับไปเถอะ!”
เมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของนางอ่อนลง นายท่านสองก็โล่งใจ “ท่านแม่วางใจเถอะขอรับ เสี่ยวชีเป็นสายเลือดตระกูลหมิง นางไม่ลำบากแน่นอนขอรับ”
“เจ้ายังกล้าพูด!” ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกโกรธขึ้นมาอีกครั้ง “หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าทำเรื่องเช่นนี้ เสี่ยวชีที่ไร้เดียงสาจะไปที่สวนซิ่นแห่งนั้นได้อย่างไร ตอนนี้ไม่รู้ว่านางเป็น