าวางบนมือของหมิงเวย หมิงเวยถือกรรไกรแหลมคมแล้วกรีดที่ข้อมือของตนเอง
หยดเลือดสีแดงหยดลงบนข้าว จนกระทั่งเลือดสีแดงกระจายไปทั่วจึงยื่นมือให้ตัวฝูพันแผล จากนั้นหมิงเวยก็ยืนขึ้นแล้วมองไปยังข้าวที่โปรยลงเป็นทาง
อาหว่านเฝ้าดูอย่างเงียบๆ จนกระทั่งธูปดับจึงถามว่า “ท่านกำลังเรียกวิญญาณหรือเจ้าคะ”
หมิงเวยพยักหน้า
“แล้วพบหรือไม่เจ้าคะ”
“อย่างที่เจ้าเห็น หาไม่พบ” อาหว่านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “หรืออาจเป็นเพราะยังไม่เข้าสู่กลางคืน หยางชี่เลยแกร่งเกินไป”
“ไม่ใช่วิญญาณชั่วร้าย ไม่จำเป็นต้องกลัวหยางชี่มากเพียงนั้น ปรากฏตัวในที่ร่มได้”
“แล้ววิญญาณของท่านแม่ท่านเล่า”
“นั่นแหละปัญหา!” หมิงเวยนั่งยองๆ แล้วมองไปที่ข้าวบนพื้นอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีร่องรอยของวิญญาณ
“หลังจากตายไปแล้ววิญญาณจะอยู่ในช่วงที่กำลังสับสนงุนงง ไม่รู้ตนมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว ในเวลานี้เป็นไปได้ว่าล่องลอยไปอยู่ที่อื่น หลังจากปรับตัวได้สักระยะจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ระยะเวลานี้โดยพื้นฐานแล้วคือเจ็ดวัน เพราะฉะนั้นจะมีเวลาเพียงแค่เจ็ดวันที่จะเรียกวิญญาณกลับมา”
หมิงเวยชะงักแล้วพูดต่อ “ข้าไม่พบวิญญาณในห้องนอนของท่านแม่ ในที่ที่ท่านแม่ฆ่าตัวตายก็หาไม่พบ”
“เช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน” อาหว่านอดไม่ได้ที่จะถาม
“ไม่ว่าท่านแม่จะเสียชีวิตเมื่อคืนวานหรือเช้าวันนี้ ในช่วงเวลาอันสั้นเพียงนี้ นางไม่ควรไปล่องลอยอยู่ที่อื่น”
อาหว่านได้ยินอย่