ารไปหน่อยหรือ”
“เฮอะ!” ฮูหยินสามโกรธจนหน้าเขียว นางชี้ไปที่ประตู “ไร้ยางอาย ไปให้พ้น!”
เมื่อเห็นท่าทีแน่วแน่ของนาง รอยยิ้มก็หายไปจากใบหน้าของนายท่านหก เขาพูดอย่างช้าๆ “พี่สะใภ้สาม น้องหรงขอเตือนท่าน หากพูดเรื่องนี้ออกไป ผู้อื่นจะบอกว่าท่านไร้ยางอาย สามีตายไปท่านถึงกับทนไม่ไหว คบชู้กับพี่ชายน้องชายในครอบครัวเดียวกัน โถๆ เสี่ยวชีมีท่านแม่เช่นนี้ ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน!”
ฮูหยินสามโกรธจนตัวสั่น “นี่ท่านเอาเสี่ยวชีมาขู่ข้าหรือ”
นายท่านหกยิ้มแล้วพูดว่า “นี่เรียกว่าเป็นการขู่ได้อย่างไร ข้าก็แค่เตือนสติพี่สะใภ้สามว่าชื่อเสียงของบุตรสาวสำคัญมากแค่ไหน หากมีมารดาที่สูญเสียความบริสุทธิ์ ต่อไปใครจะกล้ามาสู่ขอนางกัน พูดขึ้นมาก็นึกขึ้นได้ เสี่ยวชีอายุสิบห้าแล้ว ตอนนี้ไม่โง่แล้วด้วย เกิดมางดงามเช่นนี้ ด้วยชื่อเสียงของท่านปู่ การออกเรือนไปกับตระกูลที่ดีไม่ใช่เรื่องยาก พี่สะใภ้สามท่านไม่คิดทบทวนหน่อยหรือ”
ฮูหยินสามเกลียดจนอยากจะกรีดใบหน้าของคนตรงหน้านี้
นางจึงพูดอย่างเย็นชา “หมิงหรง ท่านไม่มีวันได้เป็นผู้นำตระกูลหมิงหรอก คำพูดนี้ท่านไปพูดต่อหน้าพี่สองอีกรอบแล้วค่อยมาขู่ข้าอีกทีก็ไม่สาย”
“ฮ่าๆ พี่สะใภ้สามรักพี่สองมากกว่าจริงๆ ด้วย ทำน้องเล็กรู้สึกชื่นใจยิ่งนัก” นายท่านหกค่อยๆ จัดแขนเสื้ออย่างช้าๆ แล้วเดินไปข้างหน้า “แต่พี่สะใภ้สาม ท่านปากไม่ตรงกับใจมาตลอดให้น้องเล็กดูสักหน่อยเถิดว่าร่างกายของท่านค