นยังมองไม่ออกอีกหรือ”
เขาเดินไปถึงประตูแล้วหยุด “ท่านมีหน้าตาคล้ายเสี่ยวชี หากท่านทำได้ดี ไม่แน่ความคิดของเขาที่มีต่อเสี่ยวชีอาจลดลง มิเช่นนั้นหากเขาไม่สามารถคว้านางมาได้ คงมีหลายพันวิธีที่จะทำให้พวกเราทุกข์ทรมาน แล้วเราก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนต่อไป”
นายท่านสองไปแล้ว แสงเทียนส่องสะท้อนใบหน้าของฮูหยินสามอย่างไม่มีท่าทีที่จะดับ จากนั้นไม่นานประตูก็เปิดออกอีกครั้ง และแม่นมถงก็ปรากฏตัวขึ้น “ฮูหยินเจ้าคะ”
ฮูหยินสามรีบเก็บความคิดแล้วเดินไปหาอย่างรวดเร็ว “แม่นม ลมแรงกลางดึกเช่นนี้ มาได้อย่างไร”
แม่นมถงมองนาง “บ่าวเป็นห่วงท่านเจ้าค่ะ”
ฮูหยินสามหัวเราะเยาะตนเอง “ข้ามีอะไรให้เป็นห่วงเล่า หลายปีมานี้ผ่านมาได้หมดเลยไม่ใช่หรือ แค่ต้องทนต่อไปอีกนิด”
แม่นมถงอยากพูดแต่พูดไม่ได้ “แม่นม ท่านมีอะไรก็พูดออกมาเถอะ หลายปีนี้เราต่างพึ่งพาอาศัยกัน เป็นคนที่สนิทด้วยที่สุด”
แม่นมถงพูด “เมื่อครู่บ่าวคอยเฝ้าอยู่ข้างนอก ที่ฮูหยินกับนายท่านสองพูดคุยกัน บ่าวได้ยินทั้งหมดเลยเจ้าค่ะ ฮูหยินเจ้าคะ พวกเรารีบไปเมืองหลวงให้เร็วที่สุดกันเถอะเจ้าค่ะ เราอยู่ที่ตระกูลหมิงไม่ได้แล้ว!”
ฮูหยินสามถอนหายใจ “ทำไมข้าจะไม่รู้ เพียงแค่อยากไป แล้วพวกเขาเต็มใจปล่อยไปก็ดีน่ะสิ”
แม่นมถงมีสีหน้าไม่พอใจจับมือนางไว้แล้วบอกว่า “ทันทีที่จดหมายจากนายท่านมาถึง ฮูหยินเอาข้ออ้างเรื่องคุณหนูออกเรือนมาพูดแล้วรีบเข้าเมืองหลวงเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูตอนนี้หา