เจ้ายังอยากทานข้าวเย็นอีกหรือ!” นายท่านสี่ขึ้นเสียง “หากสามวันไม่โดนตี ต่อไปคงซนจนไปรื้อกระเบื้องหลังคาเป็นแน่! ไม่รู้หรือว่าตนเองอายุเท่าไรแล้ว อีกสองปีเจ้าก็ต้องออกไปแต่งเข้าตระกูลอื่น หากยังซนอยู่แบบนี้ เจ้ามิโดนส่งกลับมาหรอกหรือ! ลิ่วเกอทำอะไร คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเรื่องนี้เจ้าเป็นคนต้นคิด คุกเข่าสำนึกผิดไปซะ!”
ฟังถึงตรงนี้ หมิงเฉิงก็พูด “เอาล่ะ พวกเรากลับกันเถอะ พวกเขาสองคนไม่เป็นอันใดหรอก คุกเข่าทั้งคืนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
“อืม…” หมิงเวยเองก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เมื่อครั้นนางยังเด็กและต้องฝึกวิทยายุทธ์ นางทนทุกข์ทรมานมากกว่านี้เสียอีก
ทั้งสองอาศัยโอกาสที่นายท่านสี่และนายท่านสองยังไม่ออกมาเดินออกจากห้องบรรพชนแห่งนี้
“เสี่ยวชี”
“หืม…”
หมิงเฉิงมองไปที่ใบหน้าที่สงบของนางและอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เจ้าแตกต่างจากเมื่อก่อนจริงๆ”
หมิงเวยหัวเราะ “แน่นอนว่าต้องต่าง ข้าหายดีแล้วนี่นา”
หมิงเฉิงอยากจะบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น เขาอ้าปาก แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดกลับไป
หมิงเวยในตอนนี้แปลกเกินไป ทำให้เขารู้สึกไม่กล้ารีบร้อนอย่างบอกไม่ถูก มันช่างแตกต่างจากหมิงเวยผู้โง่เขลาเมื่อครั้นอดีตอย่างสิ้นเชิง
ยังไงซะเขาก็คือพี่ชาย คิดไปคิดมาเขาก็ถามว่า “ต่อไปน้องอย่าไปก่อเรื่องกับอาเซียงนะ อย่าพาใครไปด้วย หากมีปัญหาขึ้นมาจะทำอย่างไร แต่ถ้าอยากออกไปก็มาหาพี่สี่ได้”
หมิงเวยหันไปมองเขาแล้วถาม “พี่สี่ไม่กลับเ