ณหนูเจ็ดป่วย นางจึงไม่ได้ใกล้ชิดกับพี่น้องคนอื่นเลย ตอนนี้หายดีแล้วท่านแม่ก็อยากให้นางมีเพื่อนเล่นบ้าง
ฮูหยินสามพูดอีกว่า “แต่ลูกก็ต้องจำไว้นะ อาเซียงเป็นคนที่ซุกซน ฮ่าวเกอก็เถียงสู้นางไม่ได้ จะไปเล่นกับพวกเขา ลูกต้องคิดอย่างรอบคอบ เหมือนอย่างเช่นเรื่องในวันนี้ อย่าทำอีกเป็นครั้งที่สอง”
“ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปถ้าอยากออกไปข้างนอก ลูกจะมาบอกท่านแม่” หมิงเวยตอบรับอย่างเชื่อฟัง
ฮูหยินสามยิ้มแล้วดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน “เด็กดี”
…….
เมื่อเห็นว่าข้างนอกเริ่มมืดแล้ว ภายในห้องบรรพชนยิ่งเงียบสงัด หมิงเซียงขยับเข่าที่เจ็บและลูบท้องด้วยความหิว
“หิวมากเลย!” แววตาของนางไม่เป็นประกาย นางมองป้ายบรรพชนที่อยู่ข้างบน ดูคล้ายขนมเปียกปูนเสียจริง…
หมิงฮ่าวเองก็ดูเซื่องซึมเช่นกัน
เด็กวัยสิบสามปี เป็นวัยที่ร่างกายกำลังเติบโตจึงไม่ควรทนหิวเป็นที่สุด มื้อกลางวันพวกเขาทั้งสองคนก็ไม่ได้ทานอย่างจริงจัง ตอนนี้พวกเขาทำได้แค่เพียงกลืนน้ำลายเพื่อประทังความหิว
“ข้าอยากกินเนื้อหมูสันในผัดเปรี้ยวหวาน หมูสับทอดตุ๋นผักกาดขาว เนื้อแกะตุ๋น น้ำแกงหน่อไม้ยอดอ่อนใบบัว เนื้อปูนึ่งผลส้ม…” หมิงเซียงพึมพำกับตัวเอง
“เจ้าหยุดพูดจะได้ไหม” หมิงฮ่าวหงุดหงิด “เป็นเพราะเจ้า! แล้วยังบอกอีกว่าเกิดอะไรขึ้นเจ้าจะรับผิดชอบ สุดท้ายผลออกมาข้าก็ต้องรับโทษไปกับเจ้าด้วย”
หมิงเซียงรู้สึกผิด “ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น…”
หมิงฮ่าวตกหลุมพรางมาหลาย