รู่พวกเราก็พูดไปแล้ว ท่านไม่ได้ยินงั้นรึ”
“พี่จ้าวจะได้ยินได้อย่างไรกัน” คนก่อนหน้าพูดเสียงยั่วเย้า “เขาน่ะ หลายวันมานี้อดหลับอดนอนอ่านตำราเพื่อการสอบประเมินผลประจำปี ขยันหมั่นเพียรทุ่มเทแรงกายแรงใจ ถ้าพวกเราไม่ดึงดันพาพี่จ้าวออกมา เกรงว่าเขาคงยังนั่งอ่านตำราอยู่”
พวกเขาหัวเราะสักพักและในที่สุดก็กลับเข้าประเด็น
บัณฑิตจ้าวถาม “ท่านเจ้าเมืองมาต้อนรับด้วยตัวเองแบบนี้ เขาผู้นั้นจะเป็นคนแบบใดกันนะ”
สหายของเขาสะบัดพัดและพูดด้วยรอยยิ้ม “เขาผู้นั้นเป็นคนที่เกินความคาดหมายมาก ได้ขี่ม้าร่วมเดินขบวนตอนอายุสิบแปด ถูกวางตัวให้รับตำแหน่งนายอำเภอตอนอายุยี่สิบเอ็ด สามารถคลี่คลายคดีแปลกประหลาดได้หลายคดี จนได้รับขนานนามว่าชิงเทียน[1] ได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองตอนอายุยี่สิบเจ็ด ตอนอายุยี่สิบแปด…”
“ไม่ต้องเล่าแล้ว!” บัณฑิตจ้าวกล่าวด้วยท่าทางตื่นเต้น “ท่านเจี่ยงเหวินเฟิงใช่หรือไม่ ผู้ตรวจการเจี่ยงเหวินเฟิงใช่หรือไม่! ใต้เท้าเจี่ยงเดินทางมาตงหนิงงั้นรึ ทำไมพวกเจ้าไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้เล่า!”
หมิงเวยที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ รู้สึกประหลาดใจ เจี่ยงเหวินเฟิงงั้นหรือ เขาเป็นขุนนางที่มีชื่อเสียงที่ถูกเล่าต่อๆ กันมา
ใต้เท้าเจี่ยงผู้นี้ในยุคสมัยของนางนั้น เนื่องจากสิ่งต่างๆ ที่เขาเคยทำมาได้ถูกนักเล่านิทานนำมาเรียบเรียงเป็นหนังสือทำให้เขามีชื่อเสียงมากกว่าฮ่องเต้และขุนนางในยุคนั้นเสียอีก
คดีส่วนใหญ่ถูกเรียบเรียงขึ้นโดย