มิงเซียงที่อยู่ด้านข้างดูสับสนนางถามหมิงฮ่าวว่า “น้องหก นี่หมายความว่าพี่เจ็ดจะไม่โง่อีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่”
“เหมือนจะเป็นอย่างนั้น”
“ไม่รู้ว่าพี่เจ็ดที่ไม่โง่แล้วจะเป็นเช่นไรกัน…” พูดจบหมิงเฉิงก็ถึงกับดีดหน้าผากใส่หมิงเซียง “ใยเจ้าถึงพูดเช่นนั้นกัน ต่อไปอย่าพูดเช่นนี้อีก”
“โอ้ย!” พอถูกพี่ชายสั่งสอนหมิงเซียงยกมือกุมหัวไม่กล้าพูดอีก
ทางด้านฮูหยินสามที่หยุดร้องไห้แล้วก็ได้รับสารจากฮูหยินผู้เฒ่าว่านางจะเดินทางมาดูหมิงเวย จะให้ผู้อาวุโสเดินทางมาหาผู้เยาว์ได้อย่างไรกัน ทุกคนจึงรีบล้างหน้าล้างมือทำความสะอาด จัดการตนเองให้เรียบร้อยแล้วเดินทางไปพบฮูหยินผู้เฒ่าพร้อมกัน
……….
พอหมิงเวยก้าวเท้าเข้ามาในห้อง นางก็ถูกดันให้ไปหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงชราคนหนึ่ง นางเงยหน้ามองอย่างละเอียด ฮูหยินผู้เฒ่าผู้นี้อายุหกสิบกว่าปีแล้ว แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แสนจะเรียบง่าย อีกทั้งท่าทางดูอ่อนโยน ใจดี ดูเป็นคนที่เรียบง่าย
“ท่านย่า..” หมิงเวยย่อกายทำความเคารพ “ช่วงนี้หลานไม่สบาย ทำให้ท่านย่าเป็นห่วง” ฮูหยินผู้เฒ่าพอเห็นท่าทางของหมิงเวยเช่นนี้ นางก็ร้องไห้พูดคำว่าดีแล้วไม่หยุด
พอนางร้องไห้ทุกคนในที่นี้ก็ร้องไห้ตาม หมิงเซียงและหมิงฮ่าวพอเข้าใจเหตุการณ์จึงแสร้งทำเป็นเช็ดน้ำตาตามไปด้วย ตรงข้ามกับหมิงเวยที่ไม่มีน้ำตาสักหยด นางจึงดูไม่เข้าพวก แต่ก็ไม่มีผู้ใดตำหนินาง อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ นางยังคงสับสน และยังไม่ฟื้นตัวเต