วลา ก็เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว เย่เทียนเฉิน เสี้ยวหยาและหลิงอวี่สวิ๋น นั่งอยู่บนโซฟาในห้องโถงชั้นหนึ่งของโรงพยาบาล เสี้ยวหยายังคงกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยของแม่ของตน มองไปยังเย่เทียนเฉินและหลิงอวี่สวิ๋นแล้วกล่าวขึ้นว่า “ขอบคุณพวกเธอมาก!”
“หยาเอ๋อร์ เธออย่าพูดขอบคุณอะไรกับพวกเราอีกเลย พวกเราเป็นเพื่อนกัน ช่วยกันบ้างก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว!” หลิงอวี่สวิ๋นพูดด้วยรอยยิ้ม
“วันหน้าก็อย่าเห็นพวกเราเป็นคนนอกขนาดนี้เลย ฉันเข้าใจความคิดของเธอดี เงินก็ถือว่าพวกเราให้เธอยืมก็แล้วกัน วันหน้ามีก็ค่อยคืนให้พวกเรา เธอเป็นนักศึกษาที่มีความสามารถสูงของมหาวิทยาลัยหลงเถิง ฉันไม่กังวลหรอกว่าเธอจะคืนไม่ไหว!” เย่เทียนเฉินยิ้มให้เสี้ยวหยาแล้วพูดปลอบใจ
“อืม ขอบคุณมาก!” เสี้ยวหยาพยักหน้า เธอซาบซึ้งใจมากจริงๆ รู้สึกว่าตนเองโชคดีมากที่สามารถพบกับคนดีๆ สองคนอย่างเย่เทียนเฉินและหลิงอวี่สวิ๋น และยังได้ช่วยแม่ของตน นี่เป็นความเอาใจใส่ที่สวรรค์มีต่อเธอ
“ฮ่าๆ บอกแล้วไงว่าไม่ต้องพูดขอบคุณอะไรอีก ไปเถอะ ไปหาอะไรกินสักหน่อย!” เย่เทียนเฉินพูดยิ้มๆ
“ฉันไม่ไปหรอก พวกเธอไปกันเถอะ!” เสี้ยวหยาเอ่ยปาก
หลิงอวี่สวิ๋นมองเย่เทียนเฉินแวบหนึ่ง เขาส่งสายตาบอกใบ้มาให้เธอ พวกเขาทั้งสองย่อมสามารถเข้าใจอารมณ์ในตอนนี้ของเสี้ยวหยาได้ เธอเป็นห่วงเรื่องอาการป่วยของคุณแม่ ไหนเลยจะยังมีอารมณ์กินข้าวได้ลงอีก แต่ว่าคนคนนี้จะไม่กินข้าวได้อย่างไร ดูท