แม้ว่าจะไม่ได้สนิทสนมกับเย่เทียนเฉิน แต่หลังจากที่ฉีหรูเสวี่ยได้พบกับเย่เทียนเฉินที่เครือไห่หวาง ก็ทราบว่าชายคนนี้ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับตนเองเลย อย่างน้อยหากกลับบ้านไปอยู่กับเขา ตนก็จะไม่มีอันตรายทางกาย แถมยังมีที่ให้พัก ดีกว่าฝืนเดินเตร่ไปมาในเมืองหลวงตอนกลางดึกเป็นไหนๆ
ดังนั้น ฉีหรูเสวี่ยที่คิดวิธีเช่นนี้ได้ ก็รีบเข้าไปตีสนิทกับเย่เทียนเฉินทันที อีกทั้งผลักสถานะ ‘ว่าที่สามีภรรยา’ไปให้ในตอนที่ชายคนนี้ยังไม่ได้ให้ความสนใจตน เพื่อบีบบังคับให้เย่เทียนเฉินพาตนเองกลับบ้าน
สิ่งที่เกินความคาดหมายไปมากคือ เย่เทียนเฉินไม่มีอีคิวเลยแม้แต่น้อย เดินไปคนเดียวโดยที่ไม่สนใจตนเองโดยสิ้นเชิง ฉีหรูเสวี่ยโกรธจนอยากจะอัดเย่เทียนเฉิน แต่กลับยังต้องรีบลากกระเป๋าเดินทางไล่ตามไป มิฉะนั้นคืนนี้คงต้องนอนข้างถนนแล้ว
ฉีหรูเสวี่ยที่สนใจแต่การไล่ตามเย่เทียนเฉินไม่ได้สังเกตเลยว่าไฟตรงทางเดินได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว เพิ่งจะลากกระเป๋าวิ่งเหยาะๆ ไปถึงกลางทาง รถบรรทุกคันใหญ่ก็เลี้ยวพุ่งเข้ามาอย่างเร็ว คนขับรถแก่ๆ ที่ขับรถบรรทุกตกใจจนเหงื่อท่วมตัว เนื่องจากรถบรรทุกใหญ่เลี้ยวมาอย่างรวดเร็ว จึงหยุดไม่ได้ ขณะกำลังจะชนใส่ฉีหรูเสวี่ยที่จังๆ ถ้าหากว่าถูกชนเข้าล่ะก็ต้องตายแน่นอน
“กรี๊ด…”
เมื่อได้ยินเสียงร้องของฉีหรูเสวี่ย เย่เทียนเฉินก็หันกลับไป แล้วเห็นรถบรรทุกคันใหญ่คันหนึ่งกำลังจะชนใส่ ฉีหรูเสวี่ย เหลือระยะห่างเพีย