อาจเป็นเพราะนางและไป๋หยี่เนี่ยนดูแล้วอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน จึงเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน และคำพูดของหลินชิงเวยมีเหตุผลเสมอ นางมักจะพูดจาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไป๋หยี่เนี่ยนยิ่งรู้สึกน้อยต่ำใจขึ้นอีกในชั่วพริบตา เมื่อนางอยู่ต่อหน้าหลินชิงเวย นางไม่จำเป็นต้องควบคุมตนเองอีกแล้ว เสียงร้องไห้จึงยิ่งดังขึ้นเรื่อย สุดท้ายถึงกับร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดอย่างที่สุด ทั้งน้ำมูกและน้ำตาไหลอย่างควบคุมไม่อยู่
มีเพียงหลังจากที่นางร้องไห้ปานใจจะขาดจนสาแก่ใจแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถยิ้มรับชีวิตหลังจากนั้นได้ ดังนั้นหลินชิงเวยจึงไม่ขัดขวางนาง ไม่เกลี้ยกล่อมนาง เพียงนั่งเงียบๆ เป็นเพื่อนนาง
ไป๋หยี่เนี่ยนไม่รู้สึกอับอายขายหน้าอันใด อย่างไรเรื่องที่น่าอายกว่านี้นางก็เคยทำต่อหน้าหลินชิงเวยมาแล้ว รอเมื่อนางร้องไห้เสียจนเสียงแหบเสียงแห้งคอบวมแล้ว กระทั่งน้ำตาก็ยังแห้งเหือดจึงค่อยๆ สงบลงได้
จนแล้วจนรอดหลินชิงเวยยังคงไม่ได้บอกกับนางว่าเจียงมู่อาศัยอยู่หลังบ้าน
เจียงมู่อาจจะมีใจต่อแม่นางคนนี้ ทว่าความรักที่ไม่หนักแน่นเข้มแข็งพอและไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาแหกกฎของตนเองเพื่อจะได้อยู่ร่วมกับนาง ย่อมไม่มีค่าคู่ควรที่จะให้เอ่ยถึง
ไป๋หยี่