ับทัศนียภาพบนภาพวาดแล้วถึงกับไม่กล้ารบกวน
หลินชิงเวยเงยหน้าขึ้นมองเขา “เจ้าทำนางร้องไห้แล้ว”
หลีเช่อเดินเข้ามา อาภรณ์สีแดงพลิ้วสะบัดราวกับเทพเซียน เขานั่งลงข้างกายหลินชิงเวยแล้วดื่มน้ำชาคำหนึ่ง “ข้าไม่รู้สึกอะไรต่อนาง นางเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับข้า”
ครู่หนึ่ง หลีเช่ออ้าปากราวกับจะพูดสิ่งใดอีก ทว่าหลินชิงเวยเอ่ยขึ้นว่า “คนที่นางรู้สึกด้วยคือคนอีกคนหนึ่งใช่หรือไม่?”
หลีเช่อตะลึงงัน “เจ้ามองออกแต่แรกแล้ว?”
นิ้วมือของหลินชิงเวยลูบไล้ขอบถ้วยน้ำชา นางยิ้มทว่าไม่เอ่ยวาจา
หลีเช่อยังยืนอยู่ในลานเรือน หลินชิงเวยสะบัดชายกระโปรงลุกขึ้นยืนเดินเข้าไปในเรือน นางเพิ่งจะเข้าไปในห้อง ยังไม่ทันได้พักผ่อน ประตูหน้าต่างที่เปิดออกครึ่งหนึ่งเพื่อรับลม ทัศนียภาพภายนอกเป็นสีเขียวอ่อน นางกลับได้ยินเสียง “กรู๊ๆๆ” ดังขึ้นภายในลานเรือน
หลินชิงเวยได้ยินแล้วถึงกับตื่นตะลึง นางช้อนตามองไปด้านนอกหน้าต่าง ต่อมามีเงาร่างสีขาวโบยบินลงมาจากฟ้า หยุดเกาะลงบนกรอบหน้าต่างของนาง มันยังคงส่งเสียงร้องกรู๊ๆๆ
นั่นเป็นนกพิราบขาวตัวหนึ่ง
หลินชิงเวยเดินไปถึงกรอบหน้าต่าง ฝ่ามือของนางยกเท้าของนกพิราบขาวขึ้นมาดูแล้วถึงกับขมวดคิ้วทันท