กลับไปเถิด ถึงเวลากินข้าวแล้ว” พูดแล้วนายอำเภอก็ขึ้นเกี้ยวกลับไป
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นชัดเจนยิ่งนัก นายอำเภอรู้ว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งใด ก่อนหน้าที่เรื่องขอทานในเมืองจะคลี่คลายลง พวกเขาไม่อาจออกจากเมืองไปตามอำเภอใจได้
แสงแดดร้อนระอุเมื่อเดินกลับไป หลีเช่อยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อบนหน้าผาก “แดดแรงเหลือเกิน ไฟไหม้เรือนผู้อื่นเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วยเล่า หากมิใช่เจ้าเข้าไปร่วมสนุกด้วย เวลานี้พวกเราควรจะกินข้าวอยู่ในโรงเตี๊ยมแล้ว”
หลินชิงเวย “ประหลาดใจก็ไม่ได้หรือไร?”
หลีเช่อ “จริงๆ เลยนะ ไปร่วมสนุกก็ไม่เรียกพวกเราไปร่วมด้วย ช่างไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย”
ต่อมาเรื่องนี้จบลงทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ผ่านไปอีกสองวัน ผู้คนในเมืองพูดถึงเรื่องนี้น้อยลงเรื่อยๆ
ฤดูคิมหันต์ในเมืองซั่งจิงนั้นเต็มไปด้วยความหรูหรารุ่งเรือง ประดุจแสงตะวันยามเที่ยงตรงเมื่อมันขึ้นไปสู่จุดสูงสุด เพียงแต่ความสงบสุขเช่นนี้สำหรับคนบางคนแล้วมักจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปบางอย่าง ขาดความน่าสนใจ
จวนอ๋องของเซ่อเจิ้งอ๋องที่ตั้งอยู่ข้างนอกได้ขึ้นชื่อแผ่นป้ายตามฐานะชินอ๋องของเขา—จวนเยี่ยนอ๋อง
จวนเยี่ยนอ๋องกลับเต็มไปด้วยความเงียบสงบ แม้จะกล่า