่งลง เขาเห็นหลินชิงเวยลืมตาขึ้นจึงตกตะลึงไปอึดใจหนึ่ง ต่อมาจึงหัวเราะและกล่าวว่า “นอนตื่นแล้วหรือ?”
หลินชิงเวยมองผ้ามุ้งที่อยู่ข้างบนศีรษะด้วยความงุนงงอยู่บ้าง “นอนนานเกินไปจนรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย”
เซียวจิ่นประคองนางลุกขึ้นนั่งเอนกายพิงหัวเตียง “มา ควรดื่มยาแล้ว”
หลินชิงเวยเห็นเขาป้อนยาทางทีละช้อนๆ ริมฝีปากของนางยังคงซีดขาวอยู่บ้าง “ดื่มยาเช่นนี้รู้สึกขม ไม่สู้เจ้าให้ข้า ข้าดื่มเอง” พูดแล้วก็ตรงเข้าหยิบถ้วยยาในมือของเขามาดื่ มไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
เซียวจิ่นเห็นเช่นนั้นแล้วอดหัวเราะไม่ได้ “ดูท่าแล้ว คิดจะทะนุถนอมเจ้า ก็ทำได้เพียงเวลาที่เจ้านอนหลับเท่านั้น”
หลินชิงเวยขยับเนื้อตัวแล้วรับรู้ได้ว่าร่างกายของตนยังตกอยู่ในภาวะหลับใหล ไม่รู้สึกอิ่มหรือหิว ไม่รู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวและไม่รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แขนขาทั้งสี่ดูเหมือนล่อง งลอยเบาหวิว เพียงแต่เมื่อนางรู้สึกตัวตื่นแล้วจึงรู้สึกสบายเนื้อตัวขึ้นบ้าง
นางนวดคลึงหว่างคิ้วของตนแล้วประคองขมับหมุนคอไปมาถามว่า “ข้านอนไปนานแค่ไหน?”
“วสันตฤดูมาเยือนแล้ว”
หลินชิงเวยเลิกคิ้วน้อยๆ “นานถึงเพียงนี้?”
เซียวจิ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นแล้วอดที่จะพูดขึ