ยามนี้การร่ายรำมาถึงท่วงทำนองที่คึกคักที่สุด ทุกคนต่างให้ความสนใจยิ่งยวด นัยน์ตาของหลีเช่อกลอกมองไปยังร่างของสุ่ยฉ่ายชิงแล้วพูดขึ้นว่า “ของเถื่อนผู้นี้ช่างรับแรงกดดันได้ดี ยิ่ง หากข้าเป็นนางคงไม่อาจอยู่ที่นี่ให้อับอายสายตาผู้คนต่อไปได้ อาภรณ์อันใดไม่สวมกลับต้องสวมสีขาว หากกินข้าวไม่ทันระวังย่อมเลอะเทอะคราบน้ำมัน ไม่เอ่ยถึงน้ำจากส้มผลนั้ น” พูดแล้วก็ตบไหล่หลินชิงเวย “หึ เจ้าคงไม่รู้แน่นอนว่าการที่นางรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปจะทำให้เกิดเรื่องอับอายผู้คน มิใช่ชอบร้องไห้นักหรือ คนอย่างข้าทนเห็นไม่ได้ที่สุดก็สตรี ร่ำไห้นี่แหละ ทันทีที่เห็นนางร่ำไห้ ข้ากลับต้องการให้นางร่ำไห้หนักขึ้น วันนี้ข้าจะทำให้นางแค้นใจที่ไม่อาจร่ำไห้จนตาบอดในห้องน้ำเลยเชียว”
หลังจากสิ้นสุดท่วงทำนองที่คึกคักที่สุด เหล่านางรำจึงถอยออกไป เมื่อหลินชิงเวยหันกลับมาอีกครั้งพบว่าหลีเช่อฉวยโอกาสขณะผู้คนเดินไปมามากมาย เข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ข้างกายสุ่ยฉ่าย ยชิงอีกครั้ง เขาค่อยๆ ยืนมือที่มีก้ามปูในมือออกไปเงียบๆ
ครั้งนี้เขากลับมาอย่างรวดเร็ว แสร้งทำเป็นไม่ทันระวังแล้วใช้ข้อศอกสะกิดสุ่ยฉ่ายชิงครั้งหนึ่ง นิ้วมือของเขาที่มักจะประดิษฐ์กลไกมีความว่อ