”
หลินชิงเวยกินไปสองคำก็วางตะเกียบลงจิบสุราสาเกคำหนึ่ง ดูท่าแล้วนางอารมณ์ดีไม่เลว “หากเจ้าอยากกิน เที่ยงวันนี้เห็นทีจะไม่ได้ เจ้าทำได้เพียงจดจำชื่ออาหาร กลับไปแล้วข้าจะสั งมาให้เจ้าชุดหนึ่ง”
หลีเช่อ “พ่อครัวในตำหนักของเจ้า ไหนเลยจะปรุงอาหารเช่นนี้ออกมาได้”
หลินชิงเวยหัวเราะอย่างเห็นขัน “เช่นนั้นข้าจะแหกกฎสักครั้ง เพื่อเจ้าแล้วอีกประเดี๋ยวข้าจะไปทูลขออาหารเหล่านี้จากฝ่าบาท นับว่าได้แล้วใช่หรือไม่?”
ดวงตาหลีเช่อทอประกายแล้วโค้งลง เขาพูดอย่างยินดี “ข้าเรียนหนังสือมาน้อย เจ้าอย่าได้หลอกลวงข้าเชียว” งานเลี้ยงดำเนินไปพักใหญ่ ไทเฮาจึงมีรับสั่งให้เตรียมการร่ายรำและขับร้องเข้า ามาในงานเลี้ยง เพื่อให้ทุกคนกินอาหารไปพร้อมกับชมการแสดง
ได้ยินเพียงเสียงกระทบกันของต้นไผ่ ทว่ากลับไพเราะเสนาะหูยิ่ง ร่างอรชรอ้อนแอ้นของบรรดานางรำ สะบัดแขนเสื้อร่ายรำออกมาด้วยเรือนร่างงดงาม
หลินชิงเวยกำลังดื่มน้ำแกง หลีเช่อเห็นแล้วพูดกระซิบกระซาบข้างหลังหลินชิงเวย “เห็นแล้วน่าสงสาร ทุกคนต่างเอาแต่ดื่มกิน นางรำชุดนี้กลับยังคงทุ่มเทร่ายรำ นักดนตรีที่ดีดพิณเป่ าขลุ่ยก็ยังคงต้องบรรเลงต่อไป เจ้ารู้หรือไม่ว่าปมมืดมิดในใจของพวกเขามีมากเพียงใด