ะวันที่สาดส่องลงกระทบดวงตาทั้งคู่ของนาง ส่งให้ดวงตาของนางระยิบระยับงดงามราวกับอัญมณี
เซียวอี้หยอกเย้า “เวยเวย ชวนมองหรือไม่? ไม่สู้ขึ้นมาข้างบน ข้าให้เจ้ามองให้พอ”
บนถนนมีคนเดินไปมา เสียงสนทนาจ้อกแจ้กจอแจ หลินชิงเวยชะงักไปอึดใจหนึ่งสุดท้ายยังคงเดินขึ้นไปชั้นสอง นางเดินขึ้นไปชั้นสองอย่างคุ้นทางโดยไม่จำเป็นต้องให้เสี่ยวเอ้อร์นำทาง ตรงไปยังโต๊ะของเซียวอี้
เซียวอี้นั่งสะบัดแขนเสื้ออยู่ข้างโต๊ะ เขาหยิบถ้วยน้ำชาสีเขียวใบหนึ่งขึ้นมารินน้ำชาให้หลินชิงเวย เมื่อหลินชิงเวยก้าวเข้ามานั่งลงฝั่งตรงข้าม เขาได้วางน้ำชาถ้วยนั้นไว้ข้างมือของหลินชิงเวย
คนทั้งสองไม่พูดไม่จา
หลินชิงเวยยกกาน้ำชาขึ้นมาดื่มลงไปสองอึก
เซียวอี้ “นักดนตรีชายมาใหม่ วันนี้เขาบรรเลงเพลงไม่เลวทีเดียว ลองฟังดู”
หลินชิงเวยสงบจิตใจลง ฟังท่วงทำนองอันไพเราะเสนาะหูจากเสียงพิณ ราวกับสายน้ำของน้ำตกก็ไม่ปาน ทั้งๆ ที่ข้างนอกเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกโวยวาย แต่ข้างในนี้กลับสงบเงียบ
เซียวอี้ดูเหมือนฟังทำนองนั้นอย่างคลั่งไคล้ เขาเอนกายพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางเกียจคร้าน นิ้วมือของเขาเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเดียวกับเสียงพิณ
เมื่อดนตรีบรรเลงจบ เด็กหนุ่มในชุดสีขาว