ูท่าแล้วเจ้าไม่กังวลใจจริงๆ เขาไม่ได้ไปทำเรื่องเสี่ยงอันตรายอะไรใช่หรือไม่?”
เสี่ยวฉีไม่ตอบ
“ไสหัวไปซะ” หลินชิงเวยหันกายก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดเข้าไปในเรือนแล้วพูดอีกว่า “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมพูด เช่นนั้นข้าจะรอเขากลับมาพูดเอง”
เสี่ยวฉีมองตามเงาร่างด้านหลังของหลินชิงเวยไปตลอดกระทั่งนางเข้าเรือนปิดประตู จึงเพิ่งได้สติคืนมา เขาหายใจเข้าลึกๆ สองครั้ง เงาร่างด้านหลังนั้นให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง แต่เมื่อพิจารณาให้ละเอียดอีกครั้งกลับเด็ดขาดกว่ายามปกติ
นี่เป็นเรื่องระหว่างนางและท่านอ๋อง
ก่อนหน้านี้เมื่อเซียวฉีเห็นหลินชิงเวยถูกเซียวจิ่นเรียกตัวเข้าถวายตัว เขายังรู้สึกโมโห ยังรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมแทนท่านอ๋องของตน แต่บัดนี้เล่า บัดนี้เสี่ยวฉีไม่รู้ว่าเขาควรพูดอะไร
หลินชิงเวยเดินทางไกลนับพันลี้ไปยังหนานเจียงเพื่อตามหาท่านอ๋องโดยไม่คำนึงถึงอันตรายใดๆ เมื่อเดินทางไป นางไปเพียงลำพัง เมื่อกลับมา นางก็เดินทางกลับมาเพียงลำพังเช่นกัน
มีเรื่องราวมากมาย มิใช่เขาที่เป็นเพียงข้ารับใช้จะตัดสินใจได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เสี่ยวฉีจึงหันกายจากไป
ยังไม่ทันถึงกลางดึก คนจากตำหนักซีเฟยมาเยือนอย่างเร่งรีบ หลินชิงเวยถูกปลุกให้ตื่