ากันหลายวัน บุรุษเบื้องหน้าผู้นี้ยังคงสูงใหญ่คมสัน แต่ผ่ายผอมลงไปมากทีเดียว กระดูกโหนกแก้มโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ขับให้ดวงตาทั้งคู่ของเขาเรียวยาวขึ้นอีก ทั่วร่างปรากฏให้เห็นความสูงศักดิ์ บนคางของเขามีตอหนวดเขียวครึ้มที่เพิ่งขึ้น ทำให้ดูเย้ายวนใจเล็กน้อย หลินชิงเวยยกมือขึ้นลูบคางของเขา ความรู้สึกคันยุบยิบที่ได้รับบริเวณฝ่ามือ ทำให้นางไม่อยากจะละมือออก
เซียวเยี่ยนหลุบตาลงมองนาง ราวกับความเหน็ดเหนื่อยก่อนหน้านี้ได้อันตรธานหายไปพร้อมกับความอ่อนโยนในแววตาของหลินชิงเวย แววตาของเขานิ่งลึกราวกับวังน้ำวนก็ไม่ปาน เขามองหลินชิงเวยและกล่าวว่า “เจ้ามาทำอะไร?”
หลินชิงเวยส่งยิ้มให้เขา เป็นนางในจินตนาการของเขา ผิวขาวประดุจหยก คิ้วตางดงามประดุจภาพวาด เมื่อยิ้มขึ้นมาแล้วงดงามยิ่งนัก นางกล่าวว่า “โชคดีที่ข้ามา โชคดีที่ข้ามาถึงไม่ช้าไม่เร็ว แต่มาทันเวลา”
ไม่อย่างนั้นนางจินตนาการไม่ออกว่าเซียวเยี่ยนจะก้าวผ่านอันตรายในวันนี้ได้อย่างไร เขาจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ จะมีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่ ตนเองยังจะได้พบเขาอีกหรือไม่
มีความไม่แน่นอนมากมายเหลือเกิน
นางไม่เคยเสียใจที่เร่งเดินทางตามหาเขาเป็นระยะทางนับพันลี้ เพียงแต่เวลานี้นางได้พบเขาแล้ว เขายังมีชีวิตอยู่และยืนอยู่เบื้องหน้าตน แค่นี้ทุกอย่างก็เพียงพอแล้ว
หลินชิงเวยมองตามทิศทางที่มีเสียงควบม้า เป็นทิศทางที่ตนเองมา นางพูดอย่างแน่ใจว่า “น่าจะเป็นเซียวอี้ ข้าแ