่อมต้องแต่งเนื้อแต่งตัวประทินโฉมอย่างพิถีพิถัน นางสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อน บนศีรษะมีปิ่นปักผมและปล่อยผมหน้าม้าลงมา เส้นผมดำขลับสยายคลุมบนไหล่ ดวงตาทั้งคู่ใต้คิ้วสุกสกาวราวกับแก้วบริสุทธิ์ งดงามดึงดูดใจราวกับหิมะที่เปล่งประกายท่ามกลางความหนาวเย็น ประดุจสายน้ำในฤดูสารท
ทันทีที่หลงจู๊เห็นนางในลักษณาการนี้จึงพูดคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มว่า “มิน่าเล่า คุณชายท่านนั้นจึงพูดถึงแต่แม่นางเวยเวย ช่างเป็นแม่นางที่ยอดเยี่ยมปานนี้”
หลินชิงเวย “หลงจู๊กล่าวชมเกินไปแล้ว”
มาถึงหอจินหลิง เดิมทีหลงจู๊เป็นคนเก่าคนแก่ของที่นั่น เหล่าแม่นางข้างในล้วนรู้จักนางทั้งสิ้น อีกทั้งนางมาเยือนด้วยตนเองไม่ว่าอย่างไรหงหลิงย่อมไม่ขัดขวาง ทั้งยังให้สาวใช้คนสนิทข้างกายลงมานำทางหลงจู๊และหลินชิงเวยไปพบนางที่ห้องด้วยตนเอง
หงหลิงผู้นี้นับว่าเป็นสตรีโฉมงามประดุจหยกอย่างแท้จริงคนหนึ่ง เมื่อหลินชิงเวยก้าวเข้าไปเห็นนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะประทินโฉมกำลังนั่งแต้มชาดอยู่หน้ากระจก
ภายในห้องมีเตาไฟให้ความอบอุ่น บนร่างของนางสวมกระโปรงสีแดงชุดหนึ่ง เป็นสีแดงสดร้อนแรงขับกับผิวและเหมาะสมกับชื่อของนางอย่างยิ่ง เพียงแต่ไม่รู้ว่าถ่านเงินไร้ควันที่อยู่