ื่นพระหัตถ์ออกมาเพคะ”
เซียวจิ่นกลับไม่ยอมยื่นมือออกมาท่าเดียว เขาได้แต่มองหลินชิงเวยด้วยสายตารุ่มร้อน “ชิงเวย กระทั่งเจ้าก็ยังคิดว่าเจิ้น…คิดว่าเจิ้นป่วย?”
หลินชิงเวยหัวเราะ “ฝ่าบาทไม่ต้องทรงตื่นเต้นเช่นนี้เพคะ หม่อมฉันเพียงแต่มาตรวจดูชีพจรของฝ่าบาทเท่านั้น ดูว่าพลานามัยของฝ่าบาทแข็งแรงดีหรือไม่”
เซียวจิ่นได้ยินเช่นนั้นจึงลดปราการการป้องกันตัวลง “ก็ได้ เจิ้นเชื่อเจ้า” พูดแล้วก็ยื่นมือออกมาพร้อมกับเลิกชายแขนเสื้อ
หลินชิงเวยฟังชีพจรของเขาครู่หนึ่ง “ฝ่าบาททรงมีพลานามัยแข็งแรงดีเพคะ เปี่ยมไปด้วยเรี่ยวแรงพละกำลัง แต่ชีพจรไม่ค่อยมั่นคงนัก คิดดูแล้วน่าจะเป็นเพราะธาตุไฟในตับกำเริบจึงทำให้เป็นเช่นนี้ ดื่มน้ำชาสงบใจสักสองกาก็ไม่เป็นไรแล้วเพคะ”
เซียวจิ่นได้ยินเช่นนั้นจึงพรูลมหายใจโล่งอก “หลายวันมานี้เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย เจิ้นจะไม่มีน้ำโหได้อย่างไร” พูดแล้วก็ตบโต๊ะปัง “กรมวังช่างดีนัก สุนัขรับใช้พวกนี้ถึงกับกล้าไปร้องเรียนถึงตำหนักของเจ้า”
หลินชิงเวย “ฝ่าบาทอย่าได้กล่าวโทษพวกเขาเพคะ หม่อมฉันดูแล้วเป็นเพราะพวกเขาเป็นห่วงฝ่าบาท” หยุดไปครู่หนึ่งจึงพูดเสียงเบาอีกว่า “รายชื่อใหม่ที่กรมวังส่งขึ้นมา ก่อนหน้านี้ฝ่า