วเช่นนี้ ไฉนเจ้าจึงไม่พักผ่อนอยู่ในตำหนักเล่า?”
แต่นางมาเยือนในเวลานี้เซียวจิ่นยังคงรู้สึกเบิกบานใจอย่างยิ่ง
หลินชิงเวย “ได้ยินว่าฝ่าบาททรงประชวร หม่อมฉันจึงมาดูสักหน่อยเพคะ”
เซียวจิ่นนึกอะไรขึ้นได้ จึงพูดขึ้นด้วยท่าทีรังเกียจ “เจิ้นไม่ได้ป่วย เจิ้นดูแล้วคนที่ป่วยคือพวกเขา!” เขาหันมามองหลินชิงเวยอีกครั้ง สายตานั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน “เจ้ารีบปลดเสื้อคลุมกันลมเถิด สะบัดหิมะข้างบนออกไป”
หลินชิงเวยปลดเสื้อคลุมกันลมออก สะบัดสองครั้ง แล้วนำไปวางไว้บนฉากกันลมข้างๆ เตาอุ่นเพื่อผึ่งให้อบอุ่น ชุดกระโปรงบนร่างของนางไม่นับว่าเนื้อบางเท่ากับอาภรณ์ในฤดูร้อน แต่ก็ยังไม่อาจปิดบังเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นของนางเอาไว้ได้
เซียวจิ่นไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดเมื่อเขาเห็นเรือนร่างแบบบางของหลินชิงเวยแล้วพลันกระหวัดถึงภาพในตำราวังวสันต์ที่เขามองผ่านตาและติดอยู่ในสมองของเขา ทำให้เขาหน้าแดงและจิตใจร้อนรุ่มขึ้นมาจึงรีบหันหลังให้ เดินไปนั่งบนตั่งดื่มน้ำชาไปสองคำ
หลินชิงเวยเดินเข้ามา ร่างของนางมีกลิ่นหอมจางๆ คล้ายมีคล้ายไม่มี นางนั่งลงโดยมีโต๊ะน้ำชาคั่นกลางระหว่างนางและเซียวจิ่นแล้วหยิบหมอนรองแขนออกมา “เชิญฝ่าบาทย