่นหันกลับไป เขาตวัดสายตาไปเพียงครั้งเดียวก็แข็งค้างไปทั้งร่าง
ด้วยหลินชิงเวยมองเห็นแล้วเช่นกัน ด้านนอกผ้าม่านมีพระองค์ใหญ่ยืนอยู่คนหนึ่ง
หลินชิงเวยหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะพรูลมหายใจโล่งอกหรือสูดลมหายใจเข้าปอดดี
เซียวเยี่ยนอยู่ด้านนอกผ้าม่าน สีหน้าของเขาไม่ชัดเจน เขาพูดอย่างไม่ยินดียินร้าย “มีสีสัน?”
ยามนั้นเซียวจิ่นพูดอะไรไม่ออก เขาหันมามองหลินชิงเวย หลินชิงเวยได้แต่แสดงสีหน้าของผู้บริสุทธิ์ไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาจึงกุมมือหลินชิงเวยเพื่อปลอบใจ
ออกมาจากคณะละครเทียนสุ่ยหยวน เดิมทีมีกันสองคนยามนี้เปลี่ยนเป็นสามคน เพียงแต่บรรยากาศภายในรถม้าออกจะประหลาดสักหน่อย ไม่มีใครเอ่ยปากพูดจาแม้แต่คนเดียว
เซียวจิ่นยังคงกริ่งเกรงเซียวเยี่ยนอยู่บ้าง “เสด็จอา ท่านอย่าได้กล่าวโทษชิงเวย เป็นเจิ้นยืนกรานที่จะออกมา”
เซียวเยี่ยนมองหลินชิงเวยนิ่งๆ แวบหนึ่ง “ข้ารู้ว่านางยังไม่มีความกล้าหาญถึงเพียงนี้”
เซียวจิ่นอ้าปากพูดอีกว่า “เจิ้นคิดจะออกตรวจราชการแผ่นดิน ในใจคิดเพียงแต่จะออกมาพบปะกับชาวบ้าน อย่างไรก็มีผลดี…”
เซียวเยี่ยน “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอันใด ฝ่าบาทสมควรออกมาจากวังมาดูภายนอกบ้าง หาไม่แล้