ลงมองนางแล้วพูดยิ้มๆ “ไม่ได้ หาไม่แล้วเจิ้นคงเงียบเหงาตลอดทาง”
หลินชิงเวยทอดถอนใจ เดินเข้าไปหาเขาและมองเข้าไปในดวงตาเซียวจิ่น “ฝ่าบาทกำลังทรงเลียนแบบหนุ่มน้อยใช่หรือไม่เพคะ? หนุ่มน้อยเหล่านั้นเมื่อถึงฤดูเหมันต์จะไม่ถือพัดติดตัวเพคะ”
เซียวจิ่นมองพัดในมือของตน แล้วโยนพัดให้กับขันทีหน้าประตู เขาพูดอย่างยินดี “ชิงเวย นี่คือเจ้าตอบตกลงแล้วใช่หรือไม่?”
หลินชิงเวยทางหนึ่งเดินไปพร้อมกับเขาอีกทางหนึ่งพูดว่า “ที่จริงละครของคณะเทียนสุ่ยหยวนก็ไม่ได้น่าดูนักเพคะ”
“ใช่หรือ” เซียวจิ่นกล่าว “แต่ได้ยินว่าคณะละครเทียนสุ่ยหยวนมีชื่อเสียงที่สุด ตกลงว่าน่าดูหรือไม่น่าดู เจิ้นดูแล้วจึงจะรู้กระมัง”
เมื่อเดินมาถึงประตูตำหนักซวี่หยาง มีรถม้ารออยู่ที่นั่นจริงๆ เหตุใดก่อนหน้านี้เมื่อหลินชิงเวยเดินเข้าไปจึงมองไม่เห็น
มีคนขับรถม้าสี่คนสวมอาภรณ์ในชุดรัดกุมสีดำยืนอยู่ข้างรถม้า เมื่อเห็นเซียวจิ่นออกมาพวกเขาคุกเข่าข้างเดียวลงบนพื้น ถวายคำนับโดยไร้สุ้มเสียง
หลินชิงเวยดูออกได้ไม่ยากว่าสี่คนนี้ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ทว่ายังคงห้ามให้หลินชิงเวยเป็นกังวลไม่ได้
เซียวจิ่นอ่านความในใจของนางออก ขณะที่คนขับรถม้าประคองเขาและหลินชิงเว