หลินชิงเวยแย่งสายบังเหียนมาจากมือของเซียวเยี่ยน แล้วออกแรงดึงสายบังเหียนขึ้นและหนีบท้องม้าหนักๆ ครั้งหนึ่งพร้อมกับส่งเสียงร้อง “ย่าห์–” ม้าเริ่มวิ่งควบไปข้างหน้าอีกครั้ง
เซียวเยี่ยนเห็นเช่นนั้นจึงอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ “หลินชิงเวย อย่าก่อเรื่อง!”
ทั้งๆ ที่เป็นคำพูดตักเตือน ทว่าหลินชิงเวยได้ยินแล้วกลับสั่นสะท้านไปทั้งใจ คำพูดนั้นเปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่ ทำให้นางมีความสุขเหลือเกิน
ได้ยินชื่อของตนออกมาจากปากของเซียวเยี่ยน ความรู้สึกนั้นแตกต่างกันจริงๆ
หลินชิงเวย “กลัวอะไร ไม่ใช่มีท่านอยู่ด้วยหรือ ย่าห์!”
เซียวเยี่ยนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ทว่าท่ามกลางความเงียบขรึมของเขา เขายอมรับและอภัยต่อพฤติกรรมเอาแต่ใจของหลินชิงเวยมาตั้งนานแล้ว เขาเพียงแต่โน้มกายให้ร่างของทั้งสองแนบชิดกันมากขึ้นแล้วแนบติดไปบนหลังม้า เขาโอบร่างของหลินชิงเวยเอาไว้อย่างแน่นหนา ชิงชังตัวเองเหลือเกินที่ไม่อาจควบคุมหัวใจที่โลดทะยานไปข้างหน้าของนางเอาไว้
ม้าวิ่งขึ้นไปบนเนินเขาในพรวดเดียว เมื่อลงจากเนินจึงไม่เหนื่อยสักเท่าใดนัก มันพุ่งทะยานลงไปอีกครั้ง เสียงเกือกม้าทั้งสี่ดังสับสนยุ่งเหยิง นอกจากเสียงลมที่พัดผ่านริมหูยังมีเสียงของเกือกม้าที่วิ่งดังกุบกับๆ
ภายหลังหลินชิงเวยควบคุมม้าได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือมีเซียวเยี่ยนคอยประคับประคองอยู่ด้านหลังทำให้นางมีความกล้าหาญ ม้าจึงถูกนางกำราบเสียจนยอมศิโรราบ แปรเปลี่ยนเป็นเชื่อฟังคำสั