่งขึ้นมา นางเลียนแบบท่าทางของเซียวเยี่ยนขณะที่ลงจากเนินความเร็วจึงถูกควบคุมอย่างเหมาะสม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วย่อมไม่น่ากลัวถึงเพียงนั้นแล้ว
สุดท้ายม้าหยุดลงด้วยความเหนื่อยล้า หลินชิงเวยเงยหน้ามองไปเห็นเพียงปลายทางที่อยู่ไม่ไกลเป็นทะเลสาบแห่งหนึ่ง ทะเลสาบแห่งนี้ดูแล้วน้ำไม่ลึกนัก น้ำใสเสียจนเห็นก้นทะเลสาบ มีพืชน้ำเขียวชอุ่มขึ้นอยู่ใต้น้ำ ริมทะเลสาบเป็นหาดน้ำตื้นๆ สีเหลืองทอง ไกลออกไปอีกคือเทือกเขาที่เรียงตัวเป็นแนวยาว เรียงเป็นทอดๆ สุดลูกหูลูกตา
เสียงเกือกม้าแปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่นมั่นคง มันเดินกุบกับๆ เลาะไปตามริมหาดน้ำตื้นแห่งนั้นสุดท้ายจึงผ่อนคลายลง เซียวเยี่ยนพลิกกายลงจากหลังม้าก่อนแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหลินชิงเวย “ลงมาเถิด”
หลินชิงเวยก้มหน้าลงมองเขา เห็นแววตาของเขาเปล่งประกายระยิบระยับ นางกระจ่างแจ้งแก่ใจแล้วว่าเหตุใดเมื่อเซียวเยี่ยนกลับไปจากการฝึกม้าเนื้อตัวจึงเต็มไปด้วยฝุ่นดิน ยามนี้เมื่อวิ่งออกมาไกลเช่นนี้ แม้ว่าม้าจะวิ่งอยู่บนพื้นสนามหญ้าสีเขียว ทว่าหลินชิงเวยยังคงรู้สึกว่าทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยฝุ่นละอองเช่นกัน
เส้นผมของนางถูกลมพัดตีจนยุ่งเหยิง ท่ามกลางแสงตะวันสีทอง แม้จะยุ่งเหยิงแต่กลับงดงามเหมือนตุ๊กตากระเบื้องสีเหลืองทองตัวหนึ่ง
สายตาของเซียวเยี่ยนที่ทอดมองนางค่อยๆ หรี่ลง ราวกับคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เขาจะต้องหัวเราะเยาะสภาพของนางในเวลานี้เป็นแน่!
หลินชิงเวยสะบัดศีรษะ