อย่างขัดใจ “ท่านหัวเราะอะไร มีอะไรน่าขันถึงเพียงนั้นหรือ?” นางพูดไปพร้อมกับดึงปิ่นปักผมบนศีรษะโยนลงบนหาดทราย เส้นผมดำขลับสยายตัวลงมา หลินชิงเวยใช้นิ้วสางเส้นผมบริเวณข้างๆ ใบหน้า กระทั่งพลิ้วสลวยด้วยแรงลมอย่างรวดเร็ว
ม้าตัวนี้สูงเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ว่านางจะตกลงไปหากนางเหยียบโกลนม้าลงไปด้วยตนเอง ดังนั้นนางขยับเขยื้อนขาแล้วกระโดดใส่เซียวเยี่ยนตรงๆ
แววตาของเซียวเยี่ยนขุ่นมัวแต่ยังคงยื่นมือออกมารับนางไว้เต็มอ้อมกอด เขาพูดหน้าตึงว่า “เพิ่งจะหัดเรียนขี่ม้า เจ้าก็ขวัญกล้าถึงเพียงนี้แล้ว เปิ่นหวางคิดว่าเจ้ากล้าหาญเกินไปสักหน่อย”
หลินชิงเวยโอบรอบลำคอของเขาพูดคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “หาใช่ข้าขวัญกล้า เห็นได้ชัดว่าเป็นม้าตัวนี้ที่ขวัญกล้า หาใช่ข้าเรียกมันวิ่งนี่นา มันวิ่งด้วยตัวของมันเองอย่างไม่ยอมฟังคำสั่ง”
ยามนี้ม้าตัวนั้นผ่อนน้ำหนักของคนทั้งสองบนหลังของมันออกไป จึงรู้สึกสบายตัวขึ้นไม่น้อย วิ่งมาระยะทางไกลเช่นนี้ทั้งเหนื่อยทั้งหิว มันไปดื่มน้ำกินหญ้าที่ริมทะเลสาบนานแล้ว ม้าเหงื่อโลหิตตัวนั้นหยุดก้มหัวดื่มน้ำกินหญ้าอยู่ริมทะเลสาบเช่นกัน
ม้าทั้งสองตัวดูเหมือนเข้ากันไม่ค่อยได้ ม้าสองตัวดื่มน้ำจากแหล่งน้ำเดียวกัน ไปๆ มาจึงเริ่มส่งเสียงฟึดฟัดประกาศศึกกันขึ้นมา น้ำในทะเลสาบจึงเกิดเป็นฟองจากการดีดของกีบม้า แค่เพียงไม่ได้ลงมือทะเลาะวิวาทกันเท่านั้น
ทัศนียภาพรอบๆ ทะเลสาบสงบนิ่งเหลือเกิน
เซียวเยี่ยนค