ม”
“ใช่แล้ว เจิ้นแจ่มแจ้งดี”
หลินชิงเวยพักตะเกียบ ถามเสียงเบา “เช่นนั้นเหตุใดพระองค์ยังคงทำเช่นนี้”
กระทั่งอาหารค่ำสิ้นสุด เซียวจิ่นเช็ดมุมปาก จึงพูดขึ้นอย่างขื่นขม “แต่เจิ้นรู้ดีว่าชิงเวยชมชอบเขามิใช่หรือ”
หลินชิงเวยประคองเซียวจิ่นกลับไปที่เตียงโดยไม่พูดจา ดวงตาทั้งคู่ก้มต่ำ สีหน้าบนใบหน้าค่อนข้างตึงเครียด นางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมบนขาทั้งสองข้างของเซียวจิ่นเบาๆ เมื่อดึงขึ้นมาถึงใต้รักแร้ของเขาจึงพูดขึ้นว่า “ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในช่วงกลางคืน ยามนี้ไม่ใช่ฤดูคิมหันต์แล้ว แต่ยังคงหนาวอยู่บ้าง อย่าให้ขาทั้งคู่ต้องความเย็นนะเพคะ” พูดแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองดวงตาเซียวจิ่น นางหยักยิ้มมุมปากด้วยใบหน้างดงามเปี่ยมเสน่ห์ ราวกับตำหนักบรรทมทั้งตำหนักสว่างไสวขึ้นพร้อมๆ กับรอยยิ้มบนริมฝีปากของนาง นางไม่ได้หลบหลีกและไม่ได้ถอยร่น นางพูดกับเขาอย่างเปิดอก “หรือหม่อมฉันไม่ควรปิดบังพระองค์ แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นความจริง ถูกต้องแล้วเพคะ หม่อมฉันชมชอบเขา ชมชอบเขาตั้งแต่แรกเพคะ”
แววตาของเซียวจิ่นหม่นมัว ไม่มองหลินชิงเวยอีก
หลินชิงเวยหยุดชะงักแล้วพูดอีกว่า “หรือด้วยฐานะของหม่อมฉันในเวลานี้ ไม่เหมาะสมที่จะชมชอบเขา แต่ฝ่าบาททราบดีว่าหม่อมฉันไม่ใช่สตรีของฝ่าบาท และไม่ได้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในสถานที่แห่งนี้ หากความชมชอบของหม่อมฉันที่มีต่อเขา ทำให้กฎเกณฑ์ที่นี่เสื่อมเสีย ฝ่าบาทต้องการลงทัณฑ์หม่อมฉ