ไทเฮาแค่นหัวเราะเสียงเย็นอย่างมิยินยอม “อย่างไรเล่า หรือเพื่อหญิงต่ำช้าคนหนึ่งเขาถึงกับต้องการถลกหนังของเปิ่นกง!”
ระยะเวลาสองเดือนผ่านไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ความร้อนระอุของฤดูคิมหันต์กำลังจะเข้าสู่ช่วงปลายฤดู แสงตะวันที่สาดส่องลงมาทุกวันนั้น ส่องสว่างให้ด้านนอกและด้านในวังหลวงระยิบระยับวับวาว บางครั้งฝนจะตกในช่วงกลางวันหลายครั้ง แต่ละครั้งล้วนมาอย่างเร่งรีบ รุ้งเจ็ดสีปรากฏขึ้นหลังฝนผ่านพ้นไป
ถึงเวลาถอดไม้กระดานที่ประคองขาของเซียวจิ่นออกแล้ว หลินชิงเวยย่อมต้องมาดูแลด้วยตนเองเพื่อถอดไม้กระดานนั้นด้วยตนเอง
ในขณะเดียวกันเซียวจิ่นสามารถขยับเคลื่อนไหวร่างกายของตนเองได้แล้ว เขายื่นขาทั้งคู่ออกไปข้างเตียง หลินชิงเวยค่อยๆ แกะผ้าพันแผลและไม้กระดานออก เซียวจิ่นเต็มไปด้วยความรอคอย “สองเดือนกว่า เจิ้นคิดว่าขาของเจิ้นจะขึ้นราอยู่แล้ว ยามนี้เจิ้นรับรู้ได้ว่าขาทั้งสองข้างสามารถออกแรงได้แล้ว”
หลินชิงเวยพูดยิ้มๆ “ไม่ต้องรีบเพคะ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป” นางแกะผ้าพันแผล แกะไม้กระดานออก ปรากฏให้เห็นขาขาวๆ สองข้าง เซียวจิ่นรู้สึกเย็นวาบทันที เย็นสบายนัก หลินชิงเวยยื่นมือออกไปบีบขาของเขา ฟื้นฟูได้ไม่เลวเลยทีเดียว นางลูบคลำกระดูกขาของเขาที่เจริญเติบโตได้ตรงยิ่งนัก
เซียวจิ่นมองสีหน้าท่าทางจริงจังของนางแล้วอดที่จะถามไม่ได้ว่า “เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินชิงเวยเงยหน้าขึ้นพูดว่า “ทุกอย่างล้วนดีเพคะ ฝ่าบาทมิใช่ทรงตรั