ยามนี้เสี่ยวฉีส่งหลินชิงเวยไปยังสวนไป่โซ่ว หลินชิงเวยสะพายล่วมยาลงจากรถม้าหน้าประตูใหญ่ เสี่ยวฉีพูดขึ้นอย่างไม่วางใจนักว่า “เจาอี๋เหนียงเหนียงอยู่ที่นี่เพียงลำพังไม่เป็นปัญหาหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยังต้องย้อนกลับไป อีกประเดี๋ยวท่านอ๋องเสร็จงานแล้วจึงจะเสด็จมาที่นี่ จำเป็นต้องใช้รถม้าคันนี้พ่ะย่ะค่ะ”
หลินชิงเวยพูดด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เมื่อก่อนไม่เห็นเจ้าจะเอาใจใส่ข้าถึงเพียงนี้ ระยะนี้กลับเอาใจใส่อย่างยิ่ง”
เสี่ยวฉีเม้มปากด้วยท่าทางละอายแก่ใจอยู่บ้าง “เมื่อก่อนกระหม่อมมีตาหามีแววไม่ หากเสียมารยาทขอเจาอี๋เหนียงเหนียงโปรดอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากที่เขาได้ยินเรื่องที่หลินชิงเวยออกนอกวังไปเพื่อคลี่คลายคดี ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดที่มีต่อหลินชิงเวยอย่างใหญ่หลวง ผนวกกับ…
หลินชิงเวยหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง “มีตาหามีแววไม่ ข้ากลับดูไม่ออกว่าเจ้ามีตาหามีแววไม่ นี่เจ้ารักบ้านจึงรักนกกาที่อยู่ด้วย[1] หากข้ายังดูไม่ออกย่อมต้องเป็นข้าเสียเองที่มีตาหามีแววไม่แล้ว”
ทันทีเสี่ยวฉีได้ยินเช่นนั้นสีหน้าท่าทางบนใบหน้าของเขาไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก ราวกับถูกหลินชิงเวยพูดแทงใจดำก็มิปาน จึงกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย
หลินชิงเวยหันหน้าเดินเข้าไปยังสนามหญ้าพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “ต่อไปหากเจ้ายังไม่มีปฏิภาณไหวพริบสักหน่อยแล้วละก็…อย่าว่าแต่นกกา แม้กระทั่งกระเบื้องหลังคาเรือนก็ไม่มี กระจ่างแจ้งแล้วหรือไม่ กลับไ