หลินชิงเวยกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ที่แท้นี่เป็นนกยูงความรู้สึกช้าตัวหนึ่ง เมื่อต้องการประจบประแจงเอาใจจึงจะรำแพนหางของมัน อย่างไรเล่า หน้าตาข้าเหมือนแม่นกยูงหรือ”
ราวกับนกยูงตัวนั้นคิดว่าหลินชิงเวยเป็นแม่นกยูงจริงๆ ดังนั้นมันจึงกางปีกและหางของมันออกมาแล้วเดินวนรอบหนึ่งเบื้องหน้าหลินชิงเวย ดูเหมือนกำลังพูดว่า: ท่านดูสิว่าข้าหล่อเหลาเพียงใด ท่านมีเหตุผลอะไรที่จะไม่หลงรักข้า
เซียวเยี่ยนบอกว่าน้อยนักที่มันจะรำแพนหางของมัน ยามนี้ชื่นชมเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นเขาจึงพาหลินชิงเวยเดินจากไปโดยไม่ใส่ใจต่อสายตาของนกยูง เขาปิดประตูลงอีกครั้ง กลางลานแห่งนี้จึงกลับมาสงบเงียบดังเดิม ประหนึ่งไม่เคยมีคนมาที่นี่มาก่อน แววตางดงามของ ‘แม่นกยูง’ ในนัยน์ตาของนกยูงเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝัน
ออกมาจากสวนไป่โซ่ว แสงบนขอบนภาจางลง ทว่าอีกพักใหญ่ๆ ฟ้าจึงจะมืดลง ท้องฟ้าด้านนอกสวนไป่โซ่วถูกต้นไม้บดบังแสงสว่าง เบื้องหน้าจึงคล้ายม่านรัตติกาล ข้างประตูมีรถม้าที่นั่งมาเมื่อยามกลางวันคันนั้นจอดรออยู่ หลินชิงเวยอดถามไม่ได้ว่า “ซินหรูและเสี่ยวฉีเล่า?”
เซียวเยี่ยน “เปิ่นหวางให้พวกเขากลับไปก่อนแล้ว ขึ้นรถม้าเถิด”
หลินชิงเวยขึ้นไปนั่งบนรถม้า ข้างหน้ามีเซียวเยี่ยนควบคุมรถม้า รถม้าจึงวิ่งกุบกับออกจากสถานที่แห่งนี้ สองข้างทางราวกับผืนป่าหนาแน่น หลินชิงเวยมองไปไกลๆ เห็นเพียงความมืดมิด มองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น นางอดพูดขึ้น