ีให้หยุดรถม้า เพื่อให้นางลงไปเก็บเห็ดสักหลายดอก เสี่ยวฉีเห็นกิริยาท่าทางของนางแล้วจึงอธิบายอย่างมีน้ำอดน้ำทนกับซินหรูว่า “เห็ดเหล่านั้นกินไม่ได้”
ซินหรู “ท่านรู้ได้อย่างไรว่ากินไม่ได้? ท่านเคยกินหรือ”
“…ไม่เคย”
“เช่นนั้นเหตุใดไม่เก็บกลับไปทดลองดูเล่า?”
“เช่นนั้นค่อยมาเก็บขากลับดีหรือไม่?”
หลินชิงเวยกลอกตามองบน คิดว่าตนเองหูฝาดเสียแล้ว เสี่ยวฉีเจ้าก้อนน้ำแข็งก้อนเล็กรู้จักพูดจาเอาอกเอาใจซินหรูด้วย
เพียงแต่สองข้างทางที่เต็มไปด้วยป่าไม้นี้ มองไปไม่เห็นขอบฝั่ง ข้างทางยังมีเห็ดดอกใหญ่เช่นนี้ ข้างในมิใช่มีสมุนไพรสูงค่าหายากหรือ?
ซินหรูตระหนักในเรื่องนี้เช่นกันจึงมิได้ดึงดันเท่าใดนัก
ผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วยาม รถม้ามาหยุดลงหน้าประตูสวนไป่โซ่ว สิ่งที่เข้ามาในคลองจักษุคือต้นไม้หนาแน่นรอบกาย ไม่เห็นผู้คนเข้าออกที่นี่แม้แต่คนเดียว
หลินชิงเวย “สวนไป่โซ่ว…สวนไป่โซ่ว ข้างในต้องมีสัตว์นับร้อยชนิดเป็นแน่ เดินทางมาเนิ่นนานเช่นนี้ไฉนไม่เห็นคนให้อาหารเลยเล่า?”
“เมื่อก่อนมีพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นเหตุใดยามนี้จึงไม่มี?”
“ล้วนถูกสัตว์ที่เลี้ยงอยู่ข้างในกินเป็นอาหารพ่ะย่ะค่ะ”
“…เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าเซ่อเจิ้งอ๋องให้เจ้าพาข้ามาสถานที่แห่งนี้เพื่อให้อาหารนกพิราบ?”
ที่จริงแล้วภายในสวนไป่โซ่วยังมีสัตว์ดุร้ายอยู่ด้วย ฮ่องเต้บางยุคสมัยของต้าเซี่ยเลี้ยงและฝึกสัตว์ดุร้ายเป็นงานอดิเรก จึงได้แยกพื้นที่สวนไป่โซ่วออกมาเพื่อเล