ี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ล้ำค่าและหายากแล้วสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น สัตว์ล้ำค่าที่แคว้นอื่นมอบเป็นเครื่องบรรณาการล้วนถูกเลี้ยงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เดิมทีที่นี่มีผู้ให้อาหารและผู้ฝึกสัตว์อยู่มากมาย แต่เมื่อแต่ละคนล้วนล้มตายด้วยการกลายเป็นอาหารของสัตว์เหล่านี้จึงไม่มีใครยินยอมมาที่นี่อีก ผนวกกับบริเวณใกล้เคียงนี้กลายเป็นสถานที่รกร้าง ประมุขคนใหม่ที่เข้ามาดูแลตำหนักในไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสถานที่แห่งนี้ ทว่าข้างในยังมีสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ มีสัตว์ล้ำค่าที่เสี่ยวฉีต้องเข้ามาดูแลทุกๆ สองวัน พร้อมกับให้อาหารพวกมัน
หลังจากเข้ามาในสวนไป่โซ่ว เบื้องหน้าปรากฏให้เห็นทางเดินสามทาง เสี่ยวฉีพาพวกนางเดินทางที่อยู่ซ้ายสุด เส้นทางคดเคี้ยวสองข้างทางมีดอกไม้กำลังบานสะพรั่งและสนามหญ้า เถาวัลย์เลื้อยไปตามกำแพง ดอกเฉียงเวย[1]บานอยู่บนกำแพง บรรยากาศภายในนี้เย็นสบายกว่าข้างนอกมากทีเดียว เกือบจะเหมือนเข้าสู่ต้นฤดูคิมหันต์อย่างไรอย่างนั้น เป็นสภาพอากาศที่เหมาะสมให้ดอกเฉียงเวยเบ่งบาน
หลินชิงเวยแทบจะไม่ต้องถามสิ่งใด ด้วยซินหรูมีนิสัยใฝ่เรียนใฝ่รู้ นางจึงเป็นฝ่ายถามขึ้น “เหตุใดพวกเราต้องเลือกเดินเส้นทางซ้ายสุดเจ้าคะ เหตุใดไม่ใช่ตรงกลางหรือทางขวา”
เสี่ยวฉี “อย่าไปคิดถึงจะดีที่สุด ทางด้านนั้นเป็นเขตพื้นที่ของสัตว์ใหญ่”
เส้นทางที่พวกเขาเลือกเดินนี้ดูกลมกลืนกันอย่างยิ่ง แสงตะวันกำลังสาดส่องลงบนต้นไม้ใบหญ้าของสวนไป่โซ่ว สะ