งคำพูดของซินหรูแล้วฉุกคิดได้ว่าตนไม่ได้ไปเยือนตำหนักซวี่หยางเป็นเวลาหลายวันแล้วเช่นกัน ดังนั้นนางจึงคิดจะไปตำหนักซวี่หยางในยามบ่าย ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือนางต้องเข้าไปตรวจดูอาการขาทั้งคู่ของเซียวจิ่นด้วย
เงาร่างของนางเดินผ่านเงาร่มของต้นไม้ ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องลอดเข้ามาทอดลงมาบนร่างของนางเป็นพักๆ ราวกับเป็นภาพวาดภาพหนึ่ง
เซียวจิ่นเห็นนางมาจึงยินดียิ่งยวด ยามนั้นหลินชิงเวยกำลังตรวจดูขาทั้งคู่ของเขา ปลายนิ้วของนางเคาะลงบนไม้กระดานที่ประกบขาทั้งสองพร้อมถามว่า “ยามนี้ยังรู้สึกเจ็บเป็นพักๆ หรือไม่เพคะ?”
เซียวจิ่น “ไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว แต่ยามราตรีเจิ้นแทบจะทนไม่ได้ที่จะยืดขาทั้งคู่ให้ตรง เวลานั้นจึงจะรู้สึกปวดเล็กน้อย” ขณะที่เขาพูดเช่นนี้ บนใบหน้าปรากฏให้เห็นแววตาตื่นเต้นบางๆ เขารู้ว่าเขาห่างจากการยืนขึ้นด้วยตนเองไม่ไกล เวลานี้ได้ก้าวหน้ามาไกลแล้ว เมื่อก่อนเขาไม่เคยมีความรู้สึกอยากจะยืดขาเช่นนี้มาก่อน ราวกับมันอยู่สงบนิ่งเป็นเวลาหลายปี ในที่สุดก็สามารถยืดเส้นยืดสายบิดขี้เกียจได้แล้ว
หลินชิงเวย “อดทนพักฟื้นเถิดเพคะ รอให้ฟื้นฟูร่างกายดีแล้ว พระองค์คิดจะยืดขาอย่างไรก็ยืดตามพระทัยเพคะ”
ผ่านไปอีกครู่หนึ่งเซียวจิ่นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเบา ทว่าเปี่ยมไปด้วยความจริงใจว่า “ชิงเวย ขอบคุณเจ้า” ไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตเขาหลายครั้ง ยังรักษาขาทั้งคู่ของเขาอีก หากไม่มีหลินชิงเวย ชาตินี้เขาคงไม่อาจยืนขึ้นม