“ขอบคุณพี่ชาย!” จากนั้นก็วิ่งออกไปเล่นกันต่อ
ผ่านไปครู่หนึ่ง สิงโตบูรพาของแต่ละเรือนเริ่มส่งเสียงร้องเรียกให้ลูกของตนกลับเรือนกินข้าวและเขียนการบ้าน เหล่าเด็กน้อยต่างกลัวว่าหากกลับไปช้าจะต้องถูกปรนนิบัติด้วยไม้หวายในมือของสิงโตบูรพา เมื่อสักครู่ยังล้อมวงเป็นผึ้ง เพียงชั่วพริบตาก็แยกย้ายกันไปรอบทิศเหมือนฝูงนกแตกรัง กระทั่งตะกร้อลูกนั้นก็ลืมที่จะเก็บขึ้นมาจึงถูกทิ้งไว้บนพื้นนั่นเอง
หลินชิงเวยเห็นพวกเด็กแยกย้ายกันไปแล้ว ยังมีเด็กน้อยคนหนึ่งยืนอยู่สุดปลายทาง นางจับจ้องสายตามองไปนี่มิใช่หวังเสี่ยวเป่าที่ได้พบเมื่อสองวันก่อนหรือไร หวังเสี่ยวเป่าผู้นี้มีสีหน้าโกรธเคืองจนหน้าพองลม อายุน้อยแค่นี้กลับถลึงตามองหลินชิงเวยราวกับเป็นศัตรูคู่แค้น ชัดเจนยิ่งนักว่าเขายังจดจำหลินชิงเวยได้ อีกทั้งยังเจ็บปวดอย่างที่สุด
เด็กกลุ่มนั้นไม่เล่นกับเขาจึงทิ้งเขาไว้หลังสุด ยามนี้เขาเล่นตะกร้อเองได้แล้ว ดังนั้นจึงวิ่งมาข้างหน้าสองก้าวเพื่อเตะลูกตะกร้อมาทางหลินชิงเวยด้วยกำลังทั้งหมดที่มี
แต่เขามีแรงไม่พอจึงเตะเบี้ยวออกไป ยังไม่ได้ถึงตัวหลินชิงเวยก็ชนเข้ากับกำแพงเสียก่อน ยามนี้เสียงของยายหวังดังออกมา “เสี่ยวเป่า รีบกลับมากินข้าว ดูสิย่าเตรียมของอร่อยอะไรไว้ให้เจ้า”
สีหน้าลำพองใจชนิดหนึ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหวังเสี่ยวเป่า เหมือนเขากำลังเย้ยหยันหลินชิงเวยว่า–ท่านดูสิ ท่านย่ายังคงดีต่อข้าเพียงนั้น
หวังเสี่ยวเป่าพูด