นเรือนแวบหนึ่ง สุดท้ายสายตาของนางตกอยู่บนร่างของหวงยา นางพยักพเยิดปลายคางและพูดกับหวงยาว่า “ต่อไปก็อยู่ที่นางแล้ว” ดูว่านางยินดีที่จะร่วมกับผู้อื่นมารังแกตนเอง หรือยินดีที่จะรังแกผู้อื่น
ทั้งหมดล้วนเป็นตัวนางที่เลือกเอง หลินชิงเวยช่วยนางได้ครั้งหนึ่ง แต่ไม่อาจช่วยชีวิตที่นางจะเดินในวันข้างหน้าได้
ดวงตาของหวงยาทอประกายวาบ มองเงาร่างด้านหลังของหลินชิงเวยที่หายลับไปนอกประตู
เสียงอึกทึกข้างหลังล้วนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว หลินชิงเวยและเซียวเยี่ยนเดินอยู่ในตรอกอันเงียบสงบ เซียวเยี่ยนเงียบขรึมมาตลอด หลินชิงเวยอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองเขา “ไยจึงไม่พูดจาเล่า?”
สายตาของเซียวเยี่ยนหลุบต่ำลงมองนาง “ข้าเพียงแต่ตกตะลึงเล็กน้อย”
หลินชิงเวยเลิกคิ้วคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ตกตะลึง? ตกตะลึงอันใด ตกตะลึงที่ข้าลงไม้ลงมือได้แม้กระทั่งเด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบ หรือตกตะลึงที่ข้ารังแกได้แม้กระทั่งหญิงชราเส้นผมขาวโพลน”
สายตาอ่อนโยนของเซียวเยี่ยนมองไปข้างหน้า เขาพูดเนิบๆ “ตกตะลึงที่ในร่างของเจ้ากลับมีพลังมหาศาลเช่นนี้แอบซ่อนอยู่”
หลินชิงเวยหัวเราะเบิกบานใจ ในน้ำเสียงนั้นใสกังวานน่าฟังยิ่งนัก “ผู้อาวุโสไม่น่าเคารพ ผู้เยาว์ไม่มีมโนธรรม ข้าเป็นคนที่สวรรค์ส่งมาให้จัดการกับพวกเขา ต่อไปหากข้าเลี้ยงดูบุตรเช่นหวังเสี่ยวเป่า จะต้องตีจนเขาจำบิดามารดาไม่ได้เป็นแน่”
เรื่องนี้เซียวเยี่ยนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย จึงพูดขึ้นคล้ายยิ้มคล้า