ก็ไม่คิดจะหลบแดด ความปรารถนาดีของคุณทั้งสองเกรงว่าเซ่อเจิ้งอ๋องจะไม่ค่อยรับรู้สักเท่าใดนัก อีกทั้งพวกท่านไม่รู้หรือว่าคนเรายังมีโทสะจากการถูกปลุกให้ตื่นด้วย”
อวี้ม่านหันมองไปเห็นหลินชิงเวยนั่งแกว่งเท้าอย่างมีความสุข นางไม่สวมรองเท้าอีกแล้ว เท้าเล็กๆ ขาวๆ ประดุจหยกสลักอย่างไรอย่างนั้น เท้านั้นงดงามชวนมองกว่าเท้าของอวี้ย่วนและอวี้ม่านผู้เป็นสตรีเสียอีก อวี้ม่านนั้นมีความรู้สึกไม่ดีต่อหลินชิงเวยอย่างมาก ย่อมต้องคิดว่าการที่นางมานั่งอยู่ที่นี่เป็นการซ้ำเติมพวกนาง
อากาศร้อน อารมณ์ก็ร้อน อวี้ม่านอยากบันดาลโทสะ แต่นางกลับคิดถึงอะไรบางอย่างจึงยังคงต้องข่มกลั้นเอาไว้ นางเดินเข้าไปช้าๆ แล้วยอบกายคารวะหลินชิงเวย “ก่อนหน้านี้เป็นอวี้ม่านที่พูดจาไม่ระวัง ท่าทีไม่ถูกต้อง หากล่วงเกินคุณชายหลินยังต้องขอคุณชายหลินอย่าได้ถือสาอวี้ม่านเลยเจ้าค่ะ”
หลินชิงเวยกลอกนัยน์ตากระจ่างใส มองทะลุปรุโปร่งเฉกเช่นแสงตะวันที่สาดส่องดั่งมองไข่ห่านผ่านผิวน้ำ และเหมือนอัญมณีสีเหลืองอำพันชิ้นเยี่ยม นางหัวเราะขึ้นมาจนดวงตาโค้งลง “คุณหนูรองพูดอันใดกัน หากพูดถึงล่วงเกิน ก็เป็นข้าที่ล่วงเกินคุณหนูทั้งสอง คุณหนูไม่ถือสาข้า เป็นเรื่องที่ข้าร้องขอแทบไม่ทัน”
สายตาของอวี้ม่านที่มองมาเขียนว่า “นับว่าเจ้ารู้ตัว” สีหน้าหยิ่งผยองปรากฏให้เห็นทันที นางคิดว่าขอเพียงนางไม่พูดออกมา หลินชิงเวยก็จะไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร
ต่อมาอวี้ม่